“ภูมิแพ้อาหาร” ปรากฏการณ์แห่งโลกยุคใหม่ที่เราไม่ควรมองข้าม

“ภูมิแพ้อาหาร” ปรากฏการณ์แห่งโลกยุคใหม่ที่เราไม่ควรมองข้าม สิ่งที่เรามองไม่เห็น อาจกลายเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตแบบฉับพลันได้!

 

ระวัง! อาจมีถั่วเปลือกแข็งเป็นส่วนประกอบ

“ภูมิแพ้อาหาร” ปรากฏการณ์แห่งโลกยุคใหม่

เฟย์หน้าดําคล้ำ ริมฝีปากมีตุ่มพอง ใบหน้าบวมน่ากลัว และเธอหยุดหายใจ แม่ของเธอกรีดร้อง และทั้งหมดนี้เกิดขึ้น 30,000 ฟุตเหนือพื้นดิน เฟย์เป็นเด็กร่าเริงวัยสี่ขวบจากเอสเซกซ์ เมื่อห้านาทีก่อนหน้าเธอยังเล่นกับพี่สาวอยู่ดีๆ ครอบครัวของเธอกําลังเดินทางกลับอังกฤษหลังการพักร้อนด้วยเที่ยวบินของไรอันแอร์จากเกาะเตเนรีเฟ (Tenerife) เด็กหญิงมีภาวะแพ้อาหารรุนแรง และพนักงานบนเครื่องได้เตือนผู้โดยสารทุกคนถึงสามครั้งไม่ให้เปิดถุงถั่วใดๆ  แต่ชายคนหนึ่งซึ่งนั่งหลังเฟย์และ ครอบครัวห่างไปสี่แถวไม่ได้ใส่ใจคําเตือน เพราะเขาคิดเหมือนกับหลายๆคนว่าพนักงานกําลังกลัวเกินกว่าเหตุ แม้ว่าผู้โดยสารที่นั่งข้างๆพยายามจะห้ามเขา แต่เห็นได้ชัดว่าความอยากที่จะล้วงมือลงไปในถุงเพื่อหยิบถั่วรวมออกมากินแก้เบื่อระหว่างการบินสามชั่วโมงก็เป็นฝ่ายชนะจนได้

ไม่กี่นาทีต่อมา เพราะลมแรงจากเครื่องปรับอากาศทําให้ฝุ่นผงและละอองเล็กๆจากอาหารปลิววนไปมา เศษละอองถั่วบางส่วนน่าจะกระจายอยู่ในอากาศ เฟย์เริ่มเกาที่แก้ม ตัวเริ่มแดง และหมดสติ แม่ของเธอรีบพาตัวลูกสาวไปด้านหน้าของเครื่องบินเพื่อเลี่ยงให้ห่างจากบริเวณที่มีเศษถั่ว แต่ผลเสียได้เกิดขึ้นแล้ว พ่อของเฟย์คุ้ยหายาฉีดอะดรีนาลินที่พกติดตัวไว้เสมอ แต่ด้วยความร้อนรน มือของเขาสั่น จนไม่สามารถฉีดยาให้ลูกสาวได้ ลูกสาวของพวกเขากําลังจะตายต่อหน้าต่อตา

พนักงานไม่ได้รับการฝึกมาดีพอเช่นกันและช่วยอะไรไม่ได้เลย จนกระทั่งผู้โดยสารคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่ทํางานในรถพยาบาลฉุกเฉินพุ่งออกมาข้างหน้าและเสนอฉีดยาให้ เฟย์ค่อยๆรู้สึกตัวอย่างช้าๆท่ามกลางความโล่งใจของคนทั้งเครื่องบิน รวมทั้งชายที่ชอบกินถั่วผู้ซึ่งรู้สึกผิดมากและเกือบถูกผู้โดยสารบนเครื่องรุมประชาทัณฑ์ เขาถูกห้ามไม่ให้โดยสารเครื่องบินของไรอันแอร์เป็นเวลาสองปี

ถั่วเปลือกแข็งเป็นส่วนหนึ่งในอาหารที่บรรพบุรุษของพวกเรากินกันและเป็นส่วนผสมที่พบได้ทั่วไปในการทําอาหารปัจจุบัน ทั้งยังเป็นส่วนสําคัญในการกินอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนซึ่งดีต่อสุขภาพ ดังที่เราพูดกันไปแล้ว ถั่วเปลือกแข็งที่กินได้มีหลายชนิด มีส่วนประกอบหลักคือไขมันไม่อิ่มตัว โปรตีนบางส่วน และพอลิฟีนอล หนึ่งในห้าของสารต้านอนุมูลอิสระพอลิฟีนอลที่คนยุโรปและคนอเมริกันโดยเฉลี่ยได้รับนั้นมาจากถั่วเปลือกแข็ง ถั่ววอลนัทมีพอลิฟีนอลสูงสุดถึงกว่า 20 เปอร์เซ็นต์

วอลนัท 30 กรัมมีพอลิฟีนอลเท่ากับผักผลไม้ในปริมาณเท่ากัน คนอเมริกันซึ่งชื่นชอบเนยถั่วลิสงได้รับสารต้านอนุมูลอิสระสองในสามจากถั่วลิสงเท่ากับชดเชยน้ำตาลและแคลอรีที่มักจะมาพร้อมกันด้วย โดยทั่วไปแล้ว เมื่อนําถั่วไปอบหรือคั่ว คุณจะได้สารต้านอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้นได้ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ อาจมากหรือน้อยกว่านี้ขึ้นอยู่กับชนิดของถั่วเปลือกแข็ง ปัจจุบันมีความนิยมให้นําถั่วเปลือกแข็งไปแช่น้ำก่อนกิน เพื่อให้ได้รับสารอาหารและขจัดสารพิษในถ้วย การแช่ถั่วเปลือกแข็งไม่เป็นอันตรายและฟังดูเข้าท่าสําหรับถั่วฝักบางชนิด แต่ปัจจุบันคุณควรต้องระวังให้ดีเวลามีใครบอกให้ขจัดสารพิษในจินตนาการที่มีอยู่ในอาหารแท้ๆ จุลินทรีย์ในลําไส้ของคุณทําหน้าที่อยู่แล้วในการดึงสารอาหารทั้งหลายแม้แต่สารอาหารจากถั่วแข็งๆ

ในทศวรรษ 1980 ถั่วเปลือกแข็งถูกพุ่งเป้าว่าไม่ดีต่อสุขภาพ เนื่องจากมีส่วนประกอบไขมันและคอเลสเตอรอลสูง แต่มีการวิจัยมากขึ้นเรื่อยๆที่ชี้ว่าการกินถั่วเปลือกแข็งที่ไม่ใส่เกลือมากเกินไปช่วยระงับความอยากอาหาร ทั้งยังมีงานวิจัยแบบไปข้างหน้าที่แสดงให้เห็นว่าช่วยลดน้ำหนักและทําให้ระดับไขมันในเลือดดีขึ้น การกินถั่วรวมวันละ 30 กรัม แบบดิบ (และไม่แช่น้ำ) ในงานวิจัยแบบสุ่มเรื่องอาหารที่ชื่อว่า PREDIMED พบว่าให้ประโยชน์มากกว่ากลุ่มที่กินอาหารป้องกันโรคหัวใจไขมันต่ำ และเกือบจะให้ผลดีเทียบเท่ากับกลุ่มที่กินน้ำมันมะกอกชนิดบริสุทธิ์พิเศษ

ถั่วเปลือกแข็งยังมีสารประกอบเคมีอีกหลายชนิดที่เรายังไม่รู้จักมากนัก อย่างเช่น แคชีชิน (cachexin) ซึ่งอาจช่วยในการลดน้ำหนัก หากคุณไม่กลบคุณค่าของสารเคมีอันซับซ้อนที่มีอยู่มากมายเหล่านี้ด้วยเกลือและน้ำตาล ถั่วเปลือกแข็งก็มีประโยชน์ต่อพวกเราโดยรวม ถ้าอย่างนั้นแล้ว มันมาเกี่ยวข้องกับ “อันตราย” ตั้งแต่เมื่อใด โดยมีการระบุไว้บนฉลากอาหารและในเมนูอาหารตามร้าน ทั้งยังกลายเป็นอาวุธฆ่าคนบนเครื่องบิน ถั่วเปลี่ยนไป หรือว่าเราเปลี่ยนไปกันแน่

 

“ภูมิแพ้อาหาร” ปรากฏการณ์แห่งโลกยุคใหม่

“ภูมิแพ้อาหาร” ปรากฏการณ์แห่งโลกยุคใหม่

ภูมิแพ้อาหาร (ไข่และนมวัว) ถูกพูดถึงในทางการแพทย์ครั้งแรกในปีเดียวกับที่เรือไททานิกล่ม นั่นคือปี 1912 แต่โอกาสที่คุณจะเป็นนั้นยังน้อยกว่าที่เรื่อจะชนภูเขาน้ำแข็งเสียอีก เมื่อร้อยปีก่อน หากมีคนไข้ไปหาหมอด้วยอาการภูมิแพ้อาหาร หมอคงตื่นเต้นและอาจนําเรื่องของคนไข้ไปเขียนในบทความพร้อมกับเล่าให้เพื่อนหมอ ด้วยกันฟังเกี่ยวกับกรณีแปลกๆแบบนี้หรืออาจเขียนเป็นหนังสือที่ได้รับความนิยม แล้วก็กลายเป็นคนดังที่ต้องเดินทางไปบรรยายตามที่ต่างๆ แต่ในทางกลับกันกรณีคนไข้แพ้อาหารครั้งแรกปรากฏในวารสารการแพทย์ยุคปัจจุบันในปีเดียวกับที่มนุษย์เดินทางไปถึงดวงจันทร์ปี 1969

เรื่องราวของเด็กอย่างเฟย์ที่หมดสติกลางอากาศกลายเป็นเรื่องที่พบได้เป็นธรรมดามากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับจํานวนคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ชนิดรุนแรงและแสดงอาการแพ้เฉียบพลันซึ่งรุนแรงถึงชีวิตได้ (anaphylactic reaction) ปัจจุบันมีโรงเรียน “ปลอดถั่ว” ในแคลิฟอร์เนีย เพื่อให้ผู้ปกครองที่วิตกกังวลส่งลูกไปเรียนที่นี่ หากแนวโน้มยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ห่อถั่วลิสงอาจจะถูกมองเป็นอาวุธที่มีอานุภาพทําลายล้างมหาศาล และอาจจําเป็นต้องมีเที่ยวบินพิเศษสําหรับขนส่งเด็กที่แพ้ถั่วในวันหยุด เพราะคงเป็นไปไม่ได้ที่จะป้องกันพวกเขาจากสารก่อภูมิแพ้แม้เพียงเล็กน้อยในอากาศหรือละอองเล็กๆของอาหารตามที่นั่งหรือเสื้อผ้าได้อย่างเต็มที่ แต่นี่เป็นความเชื่อที่ไม่มีมูลอีกเรื่องหรือเปล่า

ผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าด้านโรคภูมิแพ้หลายท่านในโรงพยาบาลอันดับต้นๆในลอนดอนกล่าวถึงกรณีที่น่าประหลาดใจบนไรอันแอร์ ซึ่งกลายเป็นหัวข้อสนทนาหลักและกระตุ้นให้เกิดการเรียกร้องให้ห้ามนําถั่วลิสงขึ้นเครื่อง คําตอบที่ได้รับนั้นผิดคาด ทุกคนตอบว่าพวกเขาคงจะกินถั่วลิสงอย่างสบายอกสบายใจข้างๆเด็กหญิงที่เป็นภูมิแพ้ ตามความเห็นของพวกเขาคือ ถั่วจะต้องเข้าปากเธอโดยตรงจึงจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาแพ้ได้ อาหารที่ก่อภูมิแพ้ส่วนใหญ่ไม่ได้ส่งผ่านในอากาศหรือมากับฝน และรวมทั้งโปรตีนก่อภูมิแพ้หลักในถั่วลิสงที่ชื่อ ARAh2 ด้วย คําอธิบายเดียวที่ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้ให้ได้ก็คือ ปัญหาของเฟย์เกิดจากสารก่อภูมิแพ้อื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องซึ่งเข้าไปในปากของเธอโดยตรง

หมอเหล่านี้ ผู้ซึ่งทําการทดสอบโรคภูมิแพ้กับเด็กที่มีความเสี่ยงสูงมานับร้อยๆทุกเดือนบอกว่า ปฏิกิริยาแพ้รุนแรงเช่นนี้พบน้อยมาก และไม่เคยมีกรณีที่เกิดจากละอองถั่วลิสงที่ปลิวมาในอากาศ ยกเว้นกรณีของภูมิแพ้ปลา เพราะในกลิ่นปลามีโปรตีนก่อภูมิแพ้ เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นพลังของกลุ่มที่สร้างกระแสกดดันจากโรคที่พบได้ไม่บ่อย และสื่อมวลชนที่ประโคมความเชื่อผิดๆที่อาจคงอยู่อีกนานและส่งผลต่อสังคมอย่างใหญ่หลวง ครั้งหน้าถ้าคุณขึ้นเครื่องบินแล้วถูกขอความร่วมมือไม่ให้กินถั่ว เพราะมีเด็กบางคนแพ้และพ่อแม่ของเด็กที่มีความกังวลที่น่าเข้าใจได้ คุณจะทําอย่างไร

แม้จะมีการเผยแพร่เรื่องราวเกินจริงและเรื่องเล่าลือมากมาย แต่ภาวะภูมิแพ้อาหารที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นเรื่องจริง นอกจากนี้ภูมิแพ้อาหารแฝงก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน แต่มีความแตกต่างกันมากและยากที่จะระบุได้ชัดเจน โรคภูมิแพ้อาหารเป็นปฏิกิริยาต่ออาหารซึ่งเกิดขึ้นอย่างชัดเจนและเฉียบพลันโดยทําให้เกิดอาการบวม เป็นผื่นแดง ชา และมักจะทําให้หายใจติดขัด หรือหมดสติ อย่างไรก็ตามภูมิแพ้อาหารแฝงโดยทั่วไปมักแสดงอาการอย่างเช่น ท้องอืด คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย หรือท้องผูกหลังจากกินอาหาร เราไม่รู้ว่าภาวะเหล่านี้เริ่มเพิ่มขึ้นเมื่อไม่นานนี้หรือความจริงแล้วมีอยู่ก่อน แต่ไม่มีใครเคยบอกว่ามันเป็นโรค

คนไข้หลายคนที่เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เชื่อว่าอาหารบางชนิดทําให้พวกเขาเป็นโรคนี้หรือไม่ก็ทําให้อาการหนักขึ้น หมอมักจะบอกคนไข้เหล่านี้ว่าแทนที่จะเสียเงินกับการทดสอบภูมิแพ้ทางวิทยาศาสตร์หลอกๆที่ใช้ตัวอย่างเส้นผมและกราฟจังหวะชีวิตของคุณ สู้ลองงดอาหารต้องสงสัย แล้วกินผักและดื่มน้ำแร่เป็นเวลาสองสัปดาห์ เพื่อดูว่าอาการจะดีขึ้นหรือไม่ดีกว่า อัตราของโรคภูมิแพ้อาหารที่แท้จริงซึ่งสัมพันธ์กับการเกิดโรคในลักษณะนี้มีน้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์เสียอีก

แต่โรคภูมิแพ้ก็เป็นโรคแห่งยุคสมัยใหม่จริงๆ และรายการสารก่อภูมิแพ้ก็มีมากมายไม่รู้จบ ซึ่งอาจมีตั้งแต่ที่พบบ่อยที่สุด เช่น นิกเกิล ซึ่งพบหนึ่งในห้าของกลุ่มฝาแฝดหญิงวัยกลางคนไปจนถึงที่พบยากมากขึ้นอย่างกุ้ง (1 ใน 50) กล้วย หรือมะเขือเทศ หรือที่ยิ่งพบยากกว่านั้น เช่น คนที่แพ้ผิวเคลือบของเม็ดยา หรือแสงแดด (1 ใน 1,000) พบยากขึ้นไปอีกคือคนที่แพ้น้ำ (aquagenic urticaria) คนเหล่านี้อาจแพ้กระทั่งน้ำตาของตัวเองหรือน้ำลายจากจูบของสามี ซึ่งเป็นโรคที่ทําให้ลําบากมาก แต่ก็มีข้อดีคือไม่ต้องล้างจานและยังมีโรคภูมิแพ้แปลกๆที่ปรากฎขึ้นในปัจจุบัน เช่น เด็กหญิงคนหนึ่งมีปฏิกิริยาแพ้รุนแรงเพียงแค่กินแอ๊ปเปิ้ลที่ปนเปื้อนละอองเกสรดอกไม้ของต้นเบิร์ช

 

ปกป้องลูกน้อยของคุณ

ปกป้องลูกน้อยของคุณ

ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีประชากรเป็นภูมิแพ้มากที่สุดในโลก ด้วยเหตุผลที่ยังไม่มีใครทราบว่าทําไม แต่ไม่น่าจะเป็นผลจากมลพิษทางอากาศ เด็ก 1 ใน 50 คนแพ้ถั่วลิสง (เทียบกับ 1 ใน 80 ในสหราชอาณาจักร) และตัวเลขเพิ่มขึ้นเท่าตัว ทุก 20 ปี เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบมีอัตราการแพ้เพิ่มขึ้นเร็วที่สุด ชาวออสเตรเลียห้ารุ่นแรกที่ส่วนใหญ่อพยพมาจากไอร์แลนด์และหมู่เกาะบริเตน (British Isles) เผชิญกับสารก่อภูมิแพ้แปลกๆมากมายเมื่อพวกเขามาถึงดินแดนแห่งนี้ แต่ดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหาอะไรจนกระทั่งช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา

ชีวิตกลางแจ้งแบบชาวออสซี่ เล่นกีฬา ย่างบาร์บีคิว ปิกนิก งู แมงมุม เท้าสกปรก และห้องน้ำกลางแจ้งไม่มีอีกแล้ว ทุกวันนี้เด็กๆในออสเตรเลียไม่ค่อยออกไปเล่นกลางแจ้ง ส่วนใหญ่เล่นเพลย์สเตชั่นและคอมพิวเตอร์ อยู่แต่ในบ้านที่สะอาด ติดเครื่องปรับอากาศและดูดฝุ่นจนเกลี้ยง และกินอาหารสะอาดที่ผ่านการแปรรูปมากขึ้นเรื่อยๆ ออสเตรเลียยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเด็กเป็นโรคอ้วนสูงที่สุดในโลก และที่ตรงกันข้ามกับภาพลักษณ์ของประเทศก็คือ มีเด็กน้อยมากที่เล่นกีฬา แต่การดื่มเบียร์และดูกีฬาดูเหมือนจะไปได้ค่อนข้างดี

เด็กเริ่มเป็นภูมิแพ้เมื่อใด งานวิจัยล่าสุดแสดงให้เห็นว่าทารกไวต่อโปรตีนบางชนิดในอาหาร (สารก่อภูมิแพ้) ไม่ใช่เมื่อเจออาหารชนิดนั้นๆตอนเป็นทารก แต่จริงๆแล้วเป็นตั้งแต่ช่วงแรกๆในท้องแม่ คําแนะนําทางการแพทย์ที่บอกกันมาเสมอสําหรับบรรดาแม่ที่วิตกกังวลก็คือ หลีกเลี่ยงอาหารบางชนิด เช่น ชีสฝรั่งเศส หรือ ซาลามี และแนวโน้มในปัจจุบันก็ดูจะค่อยๆจํากัดอาหารสําหรับแม่ที่กําลังตั้งครรภ์มากขึ้นทีละน้อย เพื่อป้องกันความเสี่ยงของภาวะติดเชื้อและภูมิแพ้ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น

บ่อยครั้งที่คําแนะนําเหล่านี้ดูเป็นการปกป้องตัวเองเกินไปและไม่ได้มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน ทั้งช่วงตั้งครรภ์ยังเป็นช่วงที่แม่ต้องการอาหารที่หลากหลายและดีต่อสุขภาพ โดยร่างกายจะเป็นตัวกําหนดเองว่าแม่ต้องการอะไร ที่เจาะจงกว่านั้นคือผู้หญิงได้รับคําแนะนําไม่ให้กินถั่วลิสงในช่วงตั้งครรภ์โดยหวังว่าจะช่วย ป้องกันเรื่องภูมิแพ้ได้ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเมื่อไม่นานนี้แสดงผลในทางตรงกันข้าม กล่าวคือหญิงตั้งครรภ์ที่กินถั่วลิสงเป็นของกินเล่นมีแนวโน้มน้อยกว่ามากที่จะคลอดลูกที่เป็นภูมิแพ้ถั่วเปลือกแข็งเมื่อเทียบกับหญิงตั้งครรภ์ที่หลีกเลี่ยงถั่วลิสง

การมีไมโครไบโอมที่หลากหลายตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นทารกแรกเกิดเป็นสิ่งจําเป็น ในการลดความเสี่ยงของการเป็นโรคภูมิแพ้ในอนาคต แหล่งของจุลินทรีย์ที่หลากหลายมาจากนมของแม่ที่ได้กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ การให้ลูกหย่านมช้า หรือบ้านที่ไม่ถึงกับสะอาดมาก ในทางตรงกันข้าม ไมโครไบโอมที่ลดจํานวนและความหลากหลายลงมีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคภูมิแพ้ ทั้งโรคนี้ยังพบได้มากขึ้นในทารกที่กินนมขวดซึ่งมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ดังที่ได้กล่าวถึงไปแล้วว่าทฤษฎีในปัจจุบันคือ ไมโครไบโอมที่แข็งแรงและหลากหลายช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในลําไส้ให้อยู่ในสภาวะที่เตรียมพร้อมเสมอ เพื่อไม่ให้เกิดการตอบสนองต่อโปรตีนชนิดแปลกๆมากเกินไป

 

โรคคลั่งความสะอาด

โรคคลั่งความสะอาด

เด็กทารกที่แม่คอยทําความสะอาดบ้านทุกซอกทุกมุมจนเกินควรและดูแลลูกให้สะอาดสุดๆมีความเสี่ยงที่เป็นโรคภูมิแพ้สูงที่สุด งานวิจัยเมื่อไม่นานนี้พบว่า ทารกที่พ่อแม่ทําความสะอาดจุกนมยางด้วยการดูดเองแล้วยัดใส่ปากลูกมีอัตราการเป็นโรคภูมิแพ้น้อยกว่าเด็กที่พ่อแม่เปลี่ยนจุกนมยางที่สะอาดปลอดเชื้อให้ใหม่ วิถีปฏิบัติแบบโบราณที่แม่เคี้ยวอาหารก่อนแล้วป้อนให้ลูกเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยพบในโลกตะวันตกทุกวันนี้ วิธีนี้เป็นการช่วยย่อยอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน หรือเนื้อสัตว์ที่เหนียวก่อนที่จะป้อนให้ทารกพร้อมกับจุลินทรีย์ที่ดีหลากสายพันธ์จากน้ำลาย การเลียลูกเป็นพฤติกรรมปกติของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมส่วนใหญ่และในบางวัฒนธรรมของมนุษย์ และแน่นอนการหอมลูกก็เป็นพฤติกรรมที่ทํากันทั่วไป

สมมติฐานเรื่องอนามัย (Hygiene Hypothesis) เป็นแนวคิดที่คุณอาจจะเคยได้ยินมา แนวคิดนี้เกิดขึ้นโดย เดวิด สตราคัน ความสนใจของเขาจุดประกายขึ้นขณะกําลังดูข้อมูลของเด็กทั่วประเทศที่เป็นโรคหืดและโรคเรื้อนกวาง (eczema) โดยติดตามมาตั้งแต่เด็กเกิด เขาพบความสัมพันธ์ระหว่างบ้านที่อับชื้นกับโรคภูมิแพ้ในสหราชอาณาจักร แต่ความเชื่อมโยงดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่เราคาดไว้ อันที่จริงแล้วสภาพบ้านที่อับชื้นไม่ถูกสุขลักษณะ และครอบครัวที่มีสมาชิกมากเกินไปกลับป้องกันความเสี่ยงของโรคภูมิแพ้ แม้หลังจากตัดปัจจัยที่อาจเป็นที่มาของอคติในงานวิจัยแล้วก็ตาม

ผลจากการวิจัยนี้ได้รับการยืนยันและทําซ้ำในกลุ่มประชากรอื่นๆมากมาย ดังนั้นสมมติฐานเรื่องความมีอนามัยเกินเหตุน่าจะเป็นสาเหตุที่ทําให้ทารกในปัจจุบันเป็นโรคภูมิแพ้แต่กําเนิดหรือไม่

คนที่ได้รับการเลี้ยงดูมาในสภาพที่ไม่เคร่งอนามัยมากเกินไป และได้สัมผัสกับสัตว์และเชื้อปรสิตหรือพยาธิบ้างดูเหมือนจะไม่เป็นโรคหืดหรือภูมิแพ้อาหาร เดิมเคยเชื่อกันว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันล้วนๆซึ่งต้องการการกระตุ้นจากเชื้อต่างๆในช่วงแรกของชีวิตเพื่อให้สามารถปรับกลไกการป้องกันตัวเองได้ นี่คือ รูปแบบที่เรามีวิวัฒนาการมาหลายล้านปีแล้ว แต่จู่ๆนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา เด็กๆก็ได้รับการเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อมที่เคร่งอนามัยยิ่งขึ้น โดยไม่เคยได้สัมผัสกับปรสิต ฝุ่น และเชื้อโรคต่างๆที่ไม่ร้ายแรง ซึ่งในอดีตเคยเป็นสิ่งที่สอนระบบภูมิคุ้มกันให้ทํางาน ดังนั้นยิ่งประเทศร่ำรวยขึ้นและปกป้องตัวเองจากสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติมากขึ้นก็ยิ่งทําให้เกิดโรคภูมิแพ้มากขึ้น

เราอาจได้เห็นความเลวร้ายของโรคหืดที่แพร่ระบาดซึ่งร้ายแรงที่สุดในช่วงทศวรรษ 1980 – 1990 แต่เมื่ออัตราดังกล่าวกําลังลดลง เรากลับเผชิญกับโรคภูมิแพ้อาหารและภูมิแพ้ผิวหนังที่รุนแรงมากขึ้น โรคภูมิแพ้ต่างจากโรคหืด กล่าวคือเป็นโรคที่ไม่มีทีท่าว่าจะหายขาดเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ เด็ก 1 ใน 20 คนเป็นภูมิแพ้ถั่วลิสง นม และอาหารอื่นๆ และอัตราดังกล่าวก็เพิ่มขึ้นประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ทุกๆปีมาตลอดช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา โรคภูมิแพ้กลูเตนก็เช่นกัน พบบ่อยขึ้นกว่าแต่ก่อน การทดสอบผิวหนังที่เรียกว่า skin prick and patch testing เป็นวิธีหนึ่งในการตรวจวัดว่าโรคภูมิแพ้เหล่านี้พบบ่อยแค่ไหน การสํารวจในสหรัฐอเมริกาเมื่อไม่นานนี้พบว่าเด็ก 54 เปอร์เซ็นต์มีแนวโน้มที่จะแพ้อะไรสักอย่าง เราทําการทดสอบฝาแฝดผู้ใหญ่ในสหราชอาณาจักรทั้งในเมืองและในชนบท และพบว่าหนึ่งในสามมีผลทดสอบผิวหนังด้วยวิธี patch testing เป็นบวก ซึ่งบ่งชี้ถึงแนวโน้มที่จะเป็นโรคภูมิแพ้

อย่างไรก็ตาม คนบางกลุ่มในสหรัฐอเมริกาดูจะมีเกราะป้องกันต่อการระบาดของโรคภูมิแพ้ นักวิจัยจากอินดีแอนาซึ่งศึกษาชาวอามิช (ในเพนซิลเวเนีย) พบว่ามีเด็กชาวอามิชเพียง 7 เปอร์เซ็นต์ที่มีผลทดสอบผิวหนังด้วยวิธี prick testing เป็นบวก ซึ่งน้อยกว่าเด็กชาวสวิสที่มียืนใกล้เคียงกันถึง 6 เท่า การใช้ชีวิตของชาวอามิชไม่ได้เปลี่ยนไปมากนักนับตั้งแต่พวกเขาอพยพมาจากเมืองเบิร์นในสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 17 เด็กทุกคนเติบโตขึ้นในชุมชนและได้รับการสอนให้รู้จักรีดนมวัวในโรงนาที่เต็มไปด้วยฝุ่น มีทั้งหญ้าแห้ง ฟาง ขนสัตว์ และมูลสัตว์ คนที่ทํางานในฟาร์มมากที่สุดมีจุลินทรีย์ในลําไส้หลากหลายที่สุด ทั้งยังมีสายพันธุ์อย่างพรีโวเทลลาในจํานวนมากด้วย ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ไม่ค่อยพบในชาวอเมริกัน แต่พบบ่อยในชาวแอฟริกัน

สมมติฐานเรื่องอนามัยยังคงยืนหยัดมาจนถึงทุกวันนี้ แต่ตอนนี้จําเป็นต้องปรับให้เข้ากับความรู้ใหม่ที่เรามีเกี่ยวกับความสําคัญของจุลินทรีย์ เราต้องไม่ลืมว่าจุลินทรีย์ในลําไส้ของเรามีบทบาทสําคัญในการฝึกระบบภูมิคุ้มกันโดยผ่านทางการสื่อสารกับเซลล์เทร็กในผนังลําไส้ ซึ่งทําหน้าที่เป็นตัวส่งสารและตัวปรับอุณหภูมิ ระหว่างอาหารที่เรากินกับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันของเรา ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เด็กๆที่เกิดจากแม่ที่เป็นโรคภูมิแพ้อาหารอยู่แล้วจึงมีเซลล์เทร็กในระดับต่ำตั้งแต่เกิด เพราะองค์ประกอบของยีนของพ่อแม่และการกินที่จํากัดประเภทอาหารที่กิน

สาเหตุหนึ่งที่ชาวอามิชมีอัตราการเป็นภูมิแพ้ต่ำเช่นนี้ก็เพราะพวกเขาดื่มนมดิบที่ไม่ผ่านกระบวนทําให้ปลอดเชื้อในปริมาณมาก มีการทํางานวิจัยที่คล้ายคลึงกันในครอบครัวชาวยุโรป โดยมีแนวคิดว่าหากเราสามารถออกแบบอาหารและโพรไบโอติกแบบที่ชาวอามิชกินให้แม่และทารกก็น่าจะช่วยเพิ่มการส่งสัญญาณของเซลล์เทร็กได้มาก แล้วเราก็จะพลิกสภาวการณ์ระบาดของโรคภูมิแพ้ให้เป็นไปในทางตรงข้าม

พวกเราส่วนใหญ่ได้รับการเลี้ยงดูด้วยแนวคิดที่ว่าสุขอนามัยคือสิ่งสําคัญอันดับหนึ่งของทารกที่มีสุขภาพแข็งแรง แต่เราควรพยายามดูแลให้ลูกของเราสะอาดต่อไปจริงๆหรือ เกราะป้องกันที่ชาวอามิชได้รับจากสภาพแวดล้อมที่สกปรกแต่เป็นธรรมชาติไม่ได้มาจากฝุ่นหรือขนของสัตว์ที่อยู่รอบตัวพวกเขาเท่านั้น แต่ยังมาจากจุลินทรีย์หลายล้านที่กินสิ่งสกปรกเหล่านั้นเป็นอาหารเด็กชาวยุโรปที่เติบโตมาในฟาร์มเป็นโรคหืดและโรคภูมิแพ้น้อยกว่า

ทุกวันนี้ใช่ว่าฟาร์มทุกแห่งจะเหมือนกันหมด ในสหรัฐอเมริกา การอาศัยอยู่ใกล้สถานีเลี้ยงสัตว์ยักษ์ใหญ่อย่าง CAFO อาจลดอัตราของโรคภูมิแพ้อาหารได้ แต่ก็เพิ่มอัตราของโรคหืดด้วยเช่นกัน งานวิจัยหนึ่งที่ทดลองให้เด็กเล่นกลางแจ้ง กลิ้งเกลือกไปบนดินโคลนเกือบทั้งวัน แสดงให้เห็นว่าอัตราของโรคภูมิแพ้และปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันมีน้อยกว่า ทั้งลําไส้ของพวกเขายังมีจุลินทรีย์แล็กโตบาซิลไลซึ่งเป็นมิตรมากว่าเด็กที่ถูกล้างเนื้อล้างตัวให้สะอาดเป็นประจําและถูกเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน

แม่ที่คิดมากหลายคนที่มีลูกเป็นภูมิแพ้เป็นทุกข์เพราะความรู้สึกผิด ทําให้ต้องคอยปกป้องลูกจากสารก่อภูมิแพ้ในฝุ่นและขนสัตว์ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงตาย พวกเธอพยายามอย่างหนักในการรักษาบ้านให้อยู่ในสภาพที่สะอาดราวกับเป็นห้องทดลองปลอดเชื้อ หลายคนกังวลเหลือเกินว่าชิ้นส่วนเล็กๆของถั่วเปลือกแข็ง กลูเตนแป้งสาลี หรือไข่จะปะปนมาในอาหาร จนทําให้การกินนั้นชวนให้เกร็งราวกับประกอบพิธีกรรมอะไรสักอย่าง ความกลัวเหล่านี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะการแพ้ถั่วนั้นรุนแรงถึงชีวิตได้ แต่งานวิจัยก็แสดงให้เห็นว่าการทําบ้านให้คล้ายฟาร์มและมีสัตว์เลี้ยงหรือแม้กระทั่งหมูในบ้านช่วยลดอัตราการเป็นโรคภูมิแพ้

ข้อดีด้านสุขภาพบางประการของการเลี้ยงสัตว์ในแง่ของการมีชีวิตยืนยาว ลดโรคภูมิแพ้ และแม้แต่การหลีกเลี่ยง ภาวะซึมเศร้า ไม่เพียงมาจากการได้ใกล้ชิดกับขนของมันและฝุ่นเท่านั้น แต่ที่ใกล้ชิดมากกว่านั้นคือจุลินทรีย์ที่หลากหลายในลําไส้ของพวกมัน การรับฝุ่นและจุลินทรีย์ที่หลากหลายมาเป็นเพื่อนและทิ้งความคิดว่าภาวะภูมิแพ้อาหารแฝงของเราเป็นปัญหาใหญ่ในทางการแพทย์เป็นเรื่องยาก แต่อาจจําเป็นสําหรับประชากรในรุ่นต่อๆไป