ฉลากอาหารบนผลิตภัณฑ์ สำคัญต่อสุขภาพของเราอย่างไร?

ฉลากอาหารบนผลิตภัณฑ์ สำคัญต่อสุขภาพของเราอย่างไร? ฉลากที่เขียนว่า “ควรบริโภค ก่อนวันที่…” (Best-before date) และ “จําหน่ายได้ถึงวันที่….” (sell-by date) หมายความตามนั้นจริงหรือไม่?

วันที่ควรบริโภคก่อน

วันที่ควรบริโภคก่อน

ในโลกสมัยใหม่นี้ อาหารที่กินได้ปริมาณมหาศาลถูกโยนทิ้งโดยไม่มีเหตุผล ประมาณกันว่าในโลกตะวันตก อาหารที่ซื้อมาราว 30 – 50 เปอร์เซ็นต์ถูกทิ้งลงถังขยะ เรื่องนี้อาจเข้าใจได้ในบางกรณี ผักผลไม้บางชนิดที่ซื้อมามากเกินไปด้วยความพยายามที่จะมีสุขภาพดีเริ่มเน่าและขึ้นรา ดึงดูดแมลงและจบลงที่ถังขยะ แต่นั่นเป็นข้อยกเว้น

ทุกวันนี้หลายคนมองผลิตภัณฑ์อาหารที่เลยวันที่ระบุบนฉลาก “ควรบริโภค ก่อนวันที่…” (Best-before date) ราวกับว่ากินแล้วจะตาย หรืออย่างน้อยก็อาจทําให้เกิดอาหารเป็นพิษ ความเชื่อผิดๆของพวกเราก็คือจุลินทรีย์เข้ายึดครองอาหารนั้น และการกินทั้งจุลินทรีย์และอาหารหมดอายุเข้าไปก็มีโอกาสทําให้เกิดสารพิษ น้อยคนจะรู้ว่าวันที่ที่ระบุไว้เหล่านี้เป็นเพียงค่าประเมินคุณภาพอาหาร ไม่ใช่ความปลอดภัยของอาหาร

แน่นอนว่ามีอาหารบางประเภทที่ต้องหลีกเลี่ยงจริงๆ โดยเฉพาะหากเป็นอาหารที่มาจากเนื้อสัตว์ดิบ อย่างเช่นเนื้อไก่ที่ผลิตในปริมาณมากซึ่งเชื้อซาลโมเนลลา หรือแคมพอลิแบ็กเตอร์ (campylobacter) อาจเข้ายึดครองและก่อให้เกิดการติดเชื้อในกระเพาะอาหารและลําไส้ แต่หากอาหารนั้นเก็บไว้ในตู้เย็นก็จะเก็บไว้ได้นาน การติดเชื้อส่วนใหญ่เกิดขึ้นก่อนที่คุณจะซื้อสินค้า เมื่ออาหารในซูเปอร์มาร์เก็ตเริ่มเก่าก็จะสูญเสียรสชาติและโครงสร้างเดิมไป และองค์ประกอบของจุลินทรีย์ในอาหารก็จะเปลี่ยนแปลงไป แต่มันไม่เป็นอันตราย

ดังที่เราพูดกันไปแล้วว่าชีสที่ดีปกคลุมด้วยแบคทีเรียและเชื้อราเต็มไปหมด แค่พูดส่วนเปลือกที่ขึ้นราออกก็ไม่เป็นอะไรแล้ว เช่นเดียวกับแยม โยเกิร์ต และผักดองทั้งหลาย แม้แต่สารที่ช่วยถนอมอาหารอย่างน้ำส้มสายชู หรือน้ำมันมะกอก ซึ่งไม่เสียก็ระบุฯ “ควรบริโภคก่อนวันที่ ” หรือ “ใช้ได้ถึงวันที่…” (use-by date) คนที่ป่วยจากการกินอาหารที่แช่ในตู้เย็นตัวเองนี่ละ น่าแปลกที่การติดเชื้อส่วนใหญ่เกิดจากการกินอาหารนอกบ้านที่คุณอาจคิดว่ามีมาตรฐานด้านสุขอนามัยที่เข้มงวดกว่า โชคดีที่การติดเชื้อในอาหารซึ่งโดยทั่วไปเกิดจากเนื้อสัตว์และไข่ เริ่มลดลงเรื่อยๆ ในประเทศส่วนใหญ่และเหลือเพียงหนึ่งในสี่ของเมื่อ 25 ปีที่แล้ว

เดิมข้อความว่า “จําหน่ายได้ถึงวันที่….” (sell-by date) บนฉลากอาหารระบุไว้เพื่อช่วยซูเปอร์มาร์เก็ตในการนําสินค้าจากโกดังมาเติมบนชั้นวางสินค้า และช่วยในจัดการสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ไม่นานกลับกลายเป็นว่าผู้บริโภคชอบอ่านข้อความนี้เพื่อช่วยในการเลือกสินค้าที่สดใหม่ที่สุด และปฏิเสธสินค้าที่เลยวันที่ระบุมาแล้ว เรื่องนี้ทําให้บริษัทอาหารภายใต้การสนับสนุนจากรัฐบาลเพิ่มข้อความที่ชวนให้สับสนยิ่งขึ้น เช่น “ควรบริโภคก่อนวันที่ 9 “จําหน่ายได้ถึงวันที่ 2 ถึงวันที่” ฯลฯ เพราะพวกเขาตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าวิธีนี้จะยิ่งทําให้มีอาหารถูกโยนทิ้งมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดขายได้อีก

ปัจจุบันธุรกิจอาหารอยู่นอกเหนือการควบคุม และหลายคนก็เดือดดาลกับการที่อาหารนับพันล้านกิโลถูกทิ้งขว้างโดยซูเปอร์มาร์เก็ต และรวมถึงผู้บริโภคซึ่งทิ้งอาหารในตู้เย็นและตู้เก็บอาหารไปกว่าครึ่งทุกสัปดาห์ ด้วยความเข้าใจผิดเพราะดูตามฉลากเหล่านี้

ในการสํารวจผู้บริหารของซูเปอร์มาร์เก็ตพบว่าเกือบทุกคนบอกว่าพวกเขากินอาหารที่หมดอายุเป็นประจํา และมองว่าอาหารเหล่านั้นปลอดภัย ในขณะที่ยังเก็บข้อความ “ใช้ได้ถึงวันที่” เอาไว้ สหภาพยุโรปตัดสินให้เลิกใช้ข้อความว่า “ควรบริโภคก่อนวันที่” ซึ่งไม่มีประโยชน์ในอาหารที่มีความปลอดภัยอยู่แล้ว อย่างเช่น ข้าวสาร พาสต้า ด้วยความพยายามที่จะลดความสับสนและการทิ้งขว้างอาหารโดยไม่จําเป็น ในสหรัฐอเมริกา สถานการณ์แย่กว่านั้น เพราะแต่ละรัฐยังมีกฎเรื่องฉลากอาหารที่แตกต่างและชวนสับสน ผู้ผลิตแสนจะชอบใจกับความสับสนนี้ เพราะยิ่งระยะเวลา “ใช้ได้ถึงวันที่” สั้นลงเท่าใด คนมากมายก็ยิ่งทิ้งอาหารนั้นไปแล้วซื้อใหม่เร็วขึ้น

นอกจากนี้ เรายังทิ้งยาราคาแพงมากมายไปโดยไม่จําเป็นด้วย ยาที่จ่ายให้ส่วนใหญ่ยังใช้ได้ดีหลังวัน “ใช้ได้ถึงวันที่…” อีกนาน บ่อยครั้งที่สีและลักษณะของยาอาจเปลี่ยนไป แต่ส่วนประกอบที่ออกฤทธิ์ยังคงอยู่ งานวิจัยหนึ่งทําการทดสอบยา 150 ชนิดอย่างเคร่งครัด และพบว่า 80 เปอร์เซ็นต์ยังมีประสิทธิภาพต่ออีกหลายปี หลังวันหมดอายุมีข้อยกเว้นน้อยมาก อย่างเช่น ยาปฏิชีวนะเตตราไซคลิน (tetracycline) ซึ่งจะสูญเสียประสิทธิภาพไปอย่างรวดเร็ว และยาน้ำที่มีการแยกตัวของเนื้อยา ตู้ยาของหมอส่วนใหญ่เต็มไปด้วยยา “หมดอายุ” ที่ไม่เคยเอาไปทิ้ง และแม้ว่ายาเหล่านี้จะสูญเสียประสิทธิภาพไปถึง 10 เปอร์เซ็น แต่ก็ไม่เคยมีรายงานเกี่ยวกับคนที่ได้รับผลเสียจากการใช้ยาหมดอายุ องค์กรการกุศลอย่าง Medecims sans Frontieres (MSF) กําลงรวบรวมยาที่ส่งคืนมาจากร้านเภสัชกรรมในประเทศตะวันตกบางประเทศเพื่อนํามา ใช้ในประเทศโลกที่สาม และสหรัฐอเมริกาก็มีโครงการที่ยืดอายุการเก็บรักษา (shelf lives) ภายใต้การดําเนินการอย่างระมัดระวัง

เราควรและสามารถทําอะไรได้ดีกว่านี้มากในเรื่องของการเก็บรักษาอาหาร สังคมของเราจําเป็นต้องประเมินคุณค่าของกฎพื้นฐานที่มีอยู่เดิมใหม่ และทบทวนเรื่องความเสี่ยง ความเสี่ยงด้านสุขภาพเพียงน้อยนิดจากการบริโภคอาหารหรือยาที่สีและเนื้อสัมผัสเปลี่ยนไปจําเป็นต้องชั่งน้ำหนักกับการไม่ยอมรับความเสี่ยงโดยสิ้นเชิง เพราะอย่างแรกเลยคือการโยนทิ้งเท่ากับเรามีส่วนในการทําให้เกิดภาวะอากาศแปรปรวน

ตราบใดที่เรายังไม่สามารถเปลี่ยนความหวาดกลัวเกินเหตุที่มีต่อจุลินทรีย์ได้ มันก็ยังเป็นเรื่องยากที่เราจะสร้างจริยธรรมและการตัดสินใจด้านสุขภาพที่ถูกต้อง