เหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงควรเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะหากไม่จำเป็นจริงๆ

เหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงควรเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะหากไม่จำเป็นจริงๆ ทุกวันนี้แค่เราเป็นหวัดเล็กน้อยก็เท่ากับสามารถหยิบยาปฏิชีวนะที่มีติดบ้านมาทานได้เลย แต่แท้ที่จริงแล้ว มันช่วยให้เราหายจากอาการได้จริงหรือ? มาค้นหาคำตอบกับบทความนี้กัน

ยาปฏิชีวนะกับความอ้วน

ยาปฏิชีวนะกับความอ้วน

มาร์ต เบลเซอร์ เป็นนักจุลชีววิทยาชาวนิวยอร์ก เขาเป็นคนแรกๆที่ตระหนักถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยาปฏิชีวนะในระยะยาว และการหลงผิดตั้งหน้าตั้งตาขจัดจุลินทรีย์โดยไม่คํานึงถึงผลข้างเคียง ปัจจุบันเขามีผลงานเขียนที่เยี่ยมยอดเล่มหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้

เช่นเดียวกับพวกเราหลายคน เขาเห็นงานวิจัยของรัฐบาลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของโรคอ้วนในช่วง 21 ปีที่ผ่านมาในรัฐต่างๆของอเมริกา ผลวิจัยนั้นนําเสนอเป็นแผนที่ซึ่งมีกราฟสีที่แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงตลอดระยะเวลา สีเปลี่ยนจากสีฟ้า (อัตราความอ้วนน้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์) ในปี 1985 ไปเป็นสีน้ำเงินเข้ม น้ำตาล แล้วก็แดง (อัตราความอ้วนมากกว่า 25 เปอร์เซ็นต์) ดูราวกับการแพร่ระบาดของโรคในปี 1989 ไม่มีรัฐใดมีอัตราประชากรอ้วนเกิน 14 เปอร์เซ็นต์ แต่ในปี 2010 ไม่มี รัฐใดที่อัตราประชากรอ้วนน้อยกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ แม้แต่ในรัฐที่ผู้คนมีสุขภาพดีที่สุดอย่างโคโลราโดตอนใต้ของสหรัฐอเมริกามีอัตราสูงที่สุด ในขณะที่ตะวันตกมีอัตราต่ำที่สุด ปัจจุบันผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกากว่าหนึ่งในสาม (34 เปอร์เซ็นต์) จัดว่าอ้วน

การอธิบายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็มีข้อบ่งชี้ในปี 2010 มีการตีพิมพ์รายงานอัตราการใช้ยาปฏิชีวนะในรัฐเดียวกันด้วย และผลก็แสดงให้เห็นอีกครั้งถึงความแตกต่างอย่างมากทั่วประเทศ ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ด้วยการเจ็บป่วยหรือสถิติประชากร ที่น่าประหลาดใจก็คือสีที่แสดงในแผนที่ในแต่ละรัฐมีการทับซ้อนกันในเรื่องของการใช้ยาปฏิชีวนะกับโรคอ้วน ในรัฐทางใต้ซึ่งมีอัตราการใช้ยาปฏิชีวนะสูงที่สุดก็เป็นรัฐที่มีอัตราการเป็นโรคอ้วนสูงที่สุด รัฐแคลิฟอร์เนียและรัฐออริกอนมีการใช้ยาปฏิชีวนะต่ำที่สุด (30 เปอร์เซ็นต์โดยเฉลี่ย ซึ่งน้อยกว่ารัฐอื่นๆ) และรัฐนี้ก็ยังมีอัตราโรคอ้วนต่ำอย่างสอดคล้องกัน

ทุกคนคงตระหนักดีแล้วว่างานวิจัยจากการสังเกตการณ์ทั่วประเทศเหล่านี้อาจทําให้เข้าใจผิดได้ง่าย ยกตัวอย่างเช่น คุณอาจมีแผนที่ในลักษณะเดียวกันนี้ที่เชื่อมโยงความอ้วนกับการใช้เฟซบุ๊กหรือการเจาะร่างกาย ดังนั้นการค้นพบในงานวิจัยทั้งสองจึงยังห่างไกลจากหลักฐานที่แน่ชัด และจําเป็นต้องมีการทําวิจัยเพื่อยืนยันสมมติฐานเรื่องการใช้ยาปฏิชีวนะกับโรคอ้วน โอกาสแรกมาถึงเมื่อมีการใช้ข้อมูลจากงานวิจัย Avon Longitudinal Study of Parents and Children

งานวิจัยนี้ติดตามเด็ก 12,000 คนในบริสตอลตั้งแต่เกิด โดยใช้ข้อมูลจากการวัดค่าและประวัติทางการแพทย์ที่รวบรวมมาอย่างละเอียด งานวิจัยชี้ว่าการใช้ยาปฏิชีวนะในช่วงหกเดือนแรกของชีวิตเพิ่มปริมาณไขมันในเด็ก และความเสี่ยงต่อโรคอ้วนในช่วงสามปีข้างหน้าคิดเป็น 22 เปอร์เซ็นต์ ในงานวิจัย ในเวลาต่อมา ผลของยาปฏิชีวนะที่พบกลับมีน้ำหนักน้อยกว่า ทั้งไม่มีผลใดๆจากการใช้ยาอื่นๆ ผลดังกล่าวเหมือนกับงานวิจัยแบบย้อนหลังเกี่ยวกับการเกิดในเดนมาร์ก ซึ่งพบว่าการใช้ยาปฏิชีวนะในช่วงหกเดือนแรกมีความสัมพันธ์กับน้ำหนักตัวในวัยเจ็ดขวบ

งานวิจัยขนาดใหญ่กว่ามากในสหรัฐอเมริกาเมื่อไม่นานนี้ รายงานผลที่ได้จากการติดตามเด็ก 64,000 คน นักวิจัยสามารถเปรียบเทียบชนิดของยาปฏิชีวนะที่ใช้และระยะเวลาที่แน่ชัด เด็กเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์จากเพนซิลเวเนียได้รับยาปฏิชีวนะ โดยเฉลี่ย 2 ชุดก่อนที่จะมีอายุครบสองขวบ ทั้งยังพบว่าการใช้ยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์ควบคุมเชื้อกว้างก่อนช่วงวัยดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงของโรคอ้วนในวัยหัดเดินโดยเฉลี่ย 11 เปอร์เซ็นต์ และความเสี่ยงยิ่งสูงขึ้นหากได้รับยาตั้งแต่อายุยังน้อย

ในทางกลับกัน ยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์แคบซึ่งฆ่าจุลินทรีย์จําเพาะกว่าไม่แสดงให้เห็นผลหรือการอักเสบทั่วไปชัดเจน แม้ว่าผลจากงานวิจัยทาง “ระบาดวิทยา” เหล่านี้ดูจะสนับสนุนทฤษฎียาปฏิชีวนะ แต่ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ และอาจมีปัจจัยที่เป็นอคติอื่นๆมาเกี่ยวข้อง เช่น เด็กที่ได้รับยาปฏิชีวนะอาจมีความแตกต่างหรือเป็นเด็กที่ร่างกายอ่อนแออย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้น มาร์ตี เบลเซอร์ และทีมวิจัย ของเขาจึงพิสูจน์ต่อและทดสอบทฤษฎียาปฏิชีวนะของพวกเขาในหนูทดลองเพื่อเลียนแบบผลของยาปฏิชีวนะที่มีต่อเด็กทารกในช่วงสามขวบปีแรก

ทีมวิจัยนําลูกหนูมาแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้รับการฉีดยาปฏิชีวนะวันละ 3 เข็ม เป็นเวลา 5 วัน ในปริมาณเท่ากับที่ให้ทารกเพื่อรักษาอาการติดเชื้อในคอและหูจากนั้นติดตามผลทั้งสองกลุ่มด้วยการให้อาหารไขมันสูงอย่างอุดมสมบูรณ์เป็นเวลา 5 เดือน เมื่อสิ้นสุดการทดลองจึงนํามาตรวจและเปรียบเทียบกัน ผลที่ได้ชัดเจนมาก กล่มลูกหนูที่ได้รับยาปฏิชีวนะมีน้ำหนักตัวและระดับไขมันในร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ และเห็นผลมากที่สุดในหนูที่กินอาหารไขมันสูง

พวกเราส่วนใหญ่ที่เกิดในช่วงหกสิบปีที่ผ่านมาไม่มีทางรอดจากยาปฏิชีวนะในวัยเด็กและอาหารไขมันสูงในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิตไปได้นอกเสียจากว่าจะโชคดีจริงๆ ทั้งยังอาจมีโอกาสได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับหนูทดลองเหล่านี้ ในงานวิจัยของเราจากทั่วสหราชอาณาจักร 10,000 คน ว่ามีใครในพวกเขาไหมที่ไม่เคยกินหรือได้รับยาปฏิชีวนะเลยเพื่อที่เราจะได้ทําการศึกษาพวกเขารวมถึงจุลินทรีย์ของพวกเขาด้วย น่าเศร้าที่ไม่พบสักคนเดียว แม้ว่าคุณจะหนีพ้นจากยาปฏิชีวนะในสมัยเด็กไปได้ แต่คุณก็อาจไม่สามารถรอดพ้นจากการเกิดด้วยวิธีผ่าท้องคลอด หลังจากปรับปัจจัยอื่นๆแล้ว งานวิเคราะห์อภิมานแสดงให้เห็นว่าหากคุณเกิดด้วยวิธีผ่าท้องคลอด และไม่ได้รับการป้ายจุลินทรีย์จากผ้าอนามัยวิเศษ ความเสี่ยงที่คุณจะเป็นโรคอ้วนก็อาจเพิ่มขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งส่วนตัวแล้วผมคิดว่าน่าจะเป็นผลมาจากจุลินทรีย์

 

สัตว์ขี้ยา

สัตว์ขี้ยา

ยาปฏิชีวนะส่วนใหญ่ไม่ได้ผลิตออกมาจําหน่ายสําหรับมนุษย์ในยุโรป ยาปฏิชีวนะประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์มีไว้สําหรับเกษตรกรรมซึ่งการใช้ยาก็มีความแตกต่างอย่างมากระหว่างประเทศข้างเคียง ในสหรัฐอเมริกา ยาปฏิชีวนะประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ที่ใช้ในปัจจุบันนี้มีไว้สําหรับการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ตัวเลขนี้เทียบเท่าปริมาณที่มหาศาลประมาณ 13 ล้านกิโลกรัมในปี 2011 เทียบกับเพียง 50 กิโลกรัมในทศวรรษ 1950 คุณอาจคิดว่าสัตว์ที่น่าสงสารเหล่านี้คงเจ็บคอบ่อย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยาปฏิชีวนะถูกนํามาใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น

หลังจากยุคสงคราม และเมื่อเข้าสู่ช่วงทศวรรษ 1960 นักวิทยาศาสตร์ต่างหาหนทางทําให้สัตว์ต่างๆโตเร็วขึ้น สิ่งที่พวกเขาค้นพบในที่สุดหลังจากลองผิดลองถูกมากมายก็คือ การเติมยาปฏิชีวนะในปริมาณต่ำอย่างต่อเนื่องในอาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์เกือบทุกชนิด เพิ่มอัตราการเจริญเติบโตของพวกมันได้อย่างมาก ส่งผลให้สัตว์เหล่านี้ พร้อมที่จะส่งออกตลาดได้เร็วขึ้นและถูกลงด้วย นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “ประสิทธิภาพการใช้อาหาร” (feed efficiency: FE) ที่สําคัญกว่านั้นคือ ยิ่งคุณเริ่มเลี้ยงมันด้วยอาหาร “พิเศษ” นี้เร็วเท่าใดก็จะยิ่งได้ผลดีขึ้นเท่านั้น เมื่อยาปฏิชีวนะเริ่มมีราคาถูกลง มันจึงสมเหตุสมผลในด้านการเงินสําหรับอุตสาหกรรมเหล่านี้ และหากวิธีนี้ ใช้ได้ผลอย่างต่อเนื่องในปศุสัตว์ ทําไมถึงจะไม่ให้ผลกับมนุษย์เล่า

ฟาร์มปศุสัตว์ในอเมริกาไม่ได้เป็นแบบที่เราเคยรู้จักอีกต่อไป การทําฟาร์มในสหรัฐอเมริกาทุกวันนี้เป็นที่รู้จักในฐานะสถานีเลี้ยงสัตว์ระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เรียกกันว่า CAFOs (Concentrated animal feeding operations) ซึ่งอาจประกอบด้วยไก่หรือหมูถึง 500,000 ตัว และวัว 50,000 ตัว วัวนั้นโตเร็วมาก จากลูกวัวจนถึงโรงเชือดใช้เวลาเพียงราวๆ 14 เดือน ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นก็จะมีน้ำหนักเฉลี่ย 545 กิโลกรัม ลูกวัวจะถูกทําให้เลิกกินฟางและหญ้าธรรมชาติ และฝึกให้กินข้าวโพดที่ผลิตในปริมาณมากและผสมยาปฏิชีวนะในปริมาณต่ำ

ข้าวโพดเป็นพืชที่มีราคาถูก ได้รับเงินสนับสนุน และมีอยู่อย่างเหลือเฟือ ทั้งยังปลูกในไร่ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยยาฆ่าแมลง คิดเป็นอาณาเขตเท่ากับขนาดของสหราชอาณาจักรทั้งหมด เนื่องจากต้องกินอาหารสังเคราะห์ชนิดใหม่จึงทําให้พวกมันป่วย ความแออัดเกินไป ขาดอาการบริสุทธิ์ และการผสมเลือดชิด (inbreeding) ทําให้สัตว์เหล่านี้มีแนวโน้มที่จะติดโรคติดเชื้อที่แพร่ระบาด ดังนั้นความย้อนแย้งก็คือพวกมันได้ประโยชน์จากยาปฏิชีวนะ

ยาปฏิชีวนะบางตัวถูกห้ามใช้ในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ทั่วโลก แต่กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกาก็ไม่ค่อยให้ความสนใจที่จะเข้าแทรกแซงในตลาดที่ให้กําไรงามนี้อย่างจริงจัง ในปี 1998 การตระหนักถึงยาปฏิชีวนะซึ่งเข้ามาในห่วงโซ่อาหารของมนุษย์และทําให้เกิดการดื้อยา ส่งผลให้สหภาพยุโรปซึ่งใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้นสั่งห้าม เลี้ยงสัตว์ด้วยยาปฏิชีวนะบางตัวซึ่งส่งผลต่อสุขภาพมนุษย์และสัตว์ จากนั้นในปี 2006 ก็สั่งห้ามการใช้ยาทุกชนิด รวมถึงยาปฏิชีวนะด้วยจุดประสงค์ในการเร่งโต

เมื่อเป็นเช่นนี้ก็น่าจะหมายความว่าเนื้อสัตว์ส่วนใหญ่ในยุโรปปลอดยาปฏิชีวนะ แต่เสียใจด้วยที่ไม่เป็นเช่นนั้น การลักลอบใช้อย่างผิดกฎหมายยังมีอยู่ทั่วไป ดังเช่น กรณีอื้อฉาวที่เกิดขึ้นในเนเธอร์แลนด์ เกษตรกรในสหภาพยุโรปยังคงได้รับอนุญาตให้ใช้ยาปฏิชีวนะได้อย่างถูกกฎหมายเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นและพวกเขาก็ใช้เป็นประจํา ทั้งมักใช้ในปริมาณที่สูงมากด้วย แม้ว่าสหภาพยุโรปจะพยายามจํากัดยาที่อนุญาตให้ใช้ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วควบคุมได้น้อยมาก สําหรับเกษตรกรคนหนึ่งที่มีสัตว์ติดเชื้อตัวหนึ่งในปศุสัตว์ ต้นทุนที่ต้องเสียจะถูกกว่ามากหากรักษาสัตว์ทั้งห้าร้อยตัวในฟาร์ม แทนที่จะแยกสัตว์ติดเชื้อออกมาแล้วคอยเฝ้าดูอาการ ปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างมหาศาลทั้งในห่วงโซ่อาหารและในสิ่งแวดล้อมส่งผลให้เกิดปัญหาเชื้อจุลินทรีย์ดื้อยามากขึ้นเรื่อยๆ ทําให้ยิ่งต้องใช้ยาปฏิชีวนะที่แรงขึ้นในสัตว์และในมนุษย์อย่างพวกเราด้วย

ผู้ทําปศุสัตว์ที่ไม่ได้อยู่ในยุโรปก็ไม่สามารถปฏิบัติตามแม้แต่กฎเกณฑ์ที่เปิดกว้างเหล่านี้ ยิ่งกว่านั้น สหภาพยุโรปนําเข้าผลิตภัณฑ์จากภายนอกมากมาย ดังนั้นคุณไม่มีทางรู้ได้เสมอไปหรอกว่าผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปในมือคุณนั้นมาจากไหน หรือแม้แต่มันมาจากสัตว์ชนิดเดียวกับที่ระบุไว้บนบรรจุภัณฑ์หรือเปล่า ดังเช่นกรณีลาซานญ่าเนื้อม้าของยุโรปที่ถูกเปิดโปงจนเป็นข่าวอื้อฉาว

ปลาที่เรากินกว่าหนึ่งในสามเป็นปลาเลี้ยงในฟาร์มที่ทํากันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ไม่ว่าจะเป็นปลาแซลมอนจากนอร์เวย์หรือชิลี กุ้งจากเมืองไทยหรือเวียดนาม ทุกวันนี้ยาปฏิชีวนะถูกนํามาใช้ในฟาร์มเลี้ยงปลาในปริมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผู้ผลิตรายใหญ่เหล่านี้ก็อยู่นอกเหนือการควบคุมของยุโรปและอเมริกา ยิงปลา ถูกเลี้ยงในสภาพที่เลวร้ายเท่าใดก็ยิ่งต้องใช้ยาปฏิชีวนะในปริมาณหลายต้นมากขึ้นเท่านั้น ประมาณกันว่ายาปฏิชีวนะกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ที่ใช้กับปลาในฟาร์มผ่านออกไปจากบ่อเลี้ยงไปสู่ปลาในธรรมชาติอื่นๆ ที่อยู่ในแหล่งน้ำละแวกนั้น เช่น ปลาค็อด และจากนั้นก็เข้าไปสู่สายโซ่อาหารต่อไป

 

เราจะเลี่ยงยาปฏิชีวนะได้ไหม

เราจะเลี่ยงยาปฏิชีวนะได้ไหม

ดังนั้น หากคุณเป็นคนกินเนื้อสัตว์หรือปลาก็มีความเป็นไปได้มากว่าคุณได้รับยาปฏิชีวนะจากสเต๊กเนื้อ หมู หรือแซลมอนที่กินอยู่ มีการตรวจพบยาปฏิชีวนะปริมาณเล็กน้อยในนมเสมอ ทั้งที่มันเป็นเรื่องผิดกฎหมายในหลายประเทศ และแม้ว่าคุณจะกินวีแกนอย่างเคร่งครัดและไม่พึ่งพายาปฏิชีวนะเลย ก็ใช่ว่าคุณจะปลอดภัย โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา แต่ในประเทศอื่นๆก็ไม่ต่างกัน ปุ๋ยคอกจากมูลของสัตว์ที่เลี้ยงด้วยยาปฏิชีวนะถูกนํามาใช้เป็นปุ๋ยพืชผักที่อาจมีปลายทางไปอยู่ในจานอาหารของคุณ ทั้งน้ำประปาที่เราใช้ก็ปนเปื้อนด้วยยาปฏิชีวนะเป็นล้านตันที่ถูกปล่อยทิ้งจากอ่างซักล้างหรือกดทิ้งในห้องน้ำและจากสิ่งปฏิกูลจากสัตว์ และในน้ำก็ยังมีชุมชีพแบคทีเรียมากมายที่ดื้อยาปฏิชีวนะด้วย

บริษัทผลิตน้ำดื่มไม่เคยแพร่งพรายว่าพวกเขาไม่สามารถตรวจสอบหรือคัดกรองยาปฏิชีวนะหรือแบคทีเรียที่ดื้อยาออกไปได้ ยาปฏิชีวนะปริมาณมากถูกพบในระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำของสหรัฐอเมริกาและยุโรป รวมทั้งตามอ่างเก็บน้ำในชนบท มีการทําวิจัยแบบเดียวกันตามแหล่งน้ำต่างๆ อย่างเช่น แม่น้ำ ทะเลสาบ และอ่างเก็บน้ำทั่วโลก ซึ่งผลที่ออกมาก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน ยิ่งยาที่ใช้มีปริมาณและความหลากหลายมากเท่าใดก็ยิ่งทําให้เกิดยืนดื้อยามากขึ้น ดังนั้นไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนหรือต่อให้คุณจะกินอะไร คุณก็ได้รับยาปฏิชีวนะเป็นประจําผ่านทางน้ำประปาอยู่ดี แม้แต่น้ำแร่บรรจุขวดก็อาจไม่ปลอดภัยเช่นกัน เพราะส่วนใหญ่ที่นํามาทดสอบก็พบแบคทีเรีย และมีจํานวนมากในนั้นที่เป็นชนิดดื้อยาปฏิชีวนะ

อุตสาหกรรมการเกษตรและตัวแทนการเกษตรและอาหารของภาครัฐบอกว่าปริมาณยาปฏิชีวนะที่ปะปนอยู่ในห่วงโซ่อาหารของเรานั้นไม่มีอันตรายใดๆ แต่หากตัวแทนผู้น่าเคารพเหล่านี้ซึ่ง “ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน” และใส่ใจแต่เรื่องความเป็นอยู่ที่ดีของคุณเป็นฝ่ายผิดล่ะ ยาปฏิชีวนะปริมาณเล็กน้อยเหล่านี้จะเป็นอันตรายต่อเราได้ไหม มาร์ตี เบลเซอร์ จึงตัดสินใจทําการทดสอบให้เป็นที่ประจักษ์ และสิ่งที่เขาพบก็คือหนูที่เลี้ยงด้วยยาปฏิชีวนะในปริมาณที่น้อยมากๆ ในช่วงแรกของชีวิตหรือตลอดชีวิตของมัน มีน้ำหนักตัว และไขมันร่างกายเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวของหนูปกติ ทั้งการเผาผลาญของมันยังเปลี่ยนแปลงไปด้วยจุลินทรีย์ในลําไส้มีการ เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสําคัญ มีสายพันธุ์แบคทีรอยดิทิสและพรีโวเทลลาเพิ่มขึ้นมาก ในขณะที่แล็กโตบาซิลไลเหลือเพียงเล็กน้อย

เมื่อหยุดให้ยาปฏิชีวนะ องค์ประกอบของจุลินทรีย์ก็ฟื้นกลับมาเหมือนกับกลุ่มที่ไม่ได้ยา แต่ยังคงมีความหลากหลายน้อยกว่า แต่ผลที่ตามมาคือแม้จะเลี้ยงด้วยอาหารเหมือนกัน แต่กลุ่มที่เคยได้รับยาปฏิชีวนะมาก่อนจะอ้วนกว่าตลอดทั้งชีวิต ผลที่ได้ยิ่งน่าตกใจ หากคุณเติมยาปฏิชีวนะลงในอาหารไขมันสูงแทนที่จะเป็นอาหารหนูที่ดีต่อสุขภาพตามปกติ เบลเซอร์ยังพบด้วยว่าระบบภูมิคุ้มกันของกลุ่มที่ได้รับยาปฏิชีวนะมีความบกพร่องอย่างมากการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์แทรกแซง กระบวนการส่งสัญญาณตามปกติ และยีนที่ควบคุมระบบภูมิคุ้มกันซึ่งเป็นปราการในผนังลําไส้และทําให้ลําไส้แข็งแรงก็ถูกกดไว้

เพื่อพิสูจน์ว่าผลดังกล่าวเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในลําไส้ ไม่ใช่ผลโดยตรงจากพิษของยา ทีมวิจัยได้ปลูกถ่ายจุลินทรีย์จากลําไส้ของหนูที่เลี้ยงด้วยยาปฏิชีวนะลงในหนูปลอดเชื้อ ผลคือหนูปลอดเชื้อมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเช่นเดียวกัน จึงเป็นข้อสรุปที่แน่ชัดว่าปัญหาอยู่ที่การลดลงของแบคทีเรียในลําไส้ไม่ใช่ยาปฏิชีวนะ ไม่ว่าสัตว์จะถูกเลี้ยงด้วยยาปฏิชีวนะปริมาณมากหรือน้อย ทั้งสองกลุ่มต่างแสดงให้เห็นการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนธรรมชาติซึ่งเกี่ยวข้องกับความอ้วน เช่น ฮอร์โมนเล็ปติน (leptin) และฮอร์โมนกระตุ้นความหิวตามธรรมชาติในลําไส้ชื่อว่า PYY (Peptide YY) ซึ่งปล่อยออกมาหลังจากสมองส่งสัญญาณให้ลดระยะเวลาการลําเลียงอาหารและให้สกัดพลังงานออกมามากขึ้นจากอาหารทุกชนิด สิ่งนี้เตือนให้เราเห็นความสําคัญของปฏิกิริยาระหว่างสมองกับลำไส้ซึ่งเกิดขึ้นตลอดเวลา

เด็กทารกยุคใหม่ต้องเผชิญกับการจู่โจมของยาปฏิชีวนะไม่ว่าจะโดยการฉีดให้แม่ก่อนการผ่าท้องคลอด การได้รับยาปฏิชีวนะในระยะสั้นๆเพื่อรักษาอาการติดเชื้อเล็กๆน้อยๆหรือจากน้ำนมแม่ รวมไปถึงปริมาณเล็กน้อยที่ปนเปื้อนมากับน้ำประปาและอาหาร เรายังไม่รู้ผลของมัน ยาปฏิชีวนะอาจเป็นต้นตอของปัญหาสุขภาพอีกมากมายที่เราไม่คาดคิดว่าจะมีความเกี่ยวข้องกัน อย่างเช่นเมื่อไม่นานนี้ที่ค้นพบว่าการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเพิ่มความเสี่ยงของการแพร่กระจายของโรคมาลาเรียและการติดเชื้อด้วยการเสริมการดูดซึมจุลินทรีย์พลาสโมเดีย (plasmodia) โดยยุงซึ่งเป็นพาหะ แน่นอนว่ายาปฏิชีวนะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่อธิบายสาเหตุของการระบาดของโรคอ้วนในเด็กในปัจจุบัน การลดลงของจุลินทรีย์ของเราและอาหารแปรรูปที่มีไขมันและน้ำตาลสูงรวมพลังกันก่อให้เกิดพายุความอ้วนอันสมบูรณ์แบบ

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเรากลายเป็นคนอ้วนและส่งต่อจุลินทรีย์ที่รักไขมันไปยังลูกหลานของเรา วงจรอันเลวร้ายก็จะเริ่มขึ้น ลูกหลานรุ่นต่อไปก็จะได้รับยาปฏิชีวนะมากขึ้นและมีไมโครไบโอมที่เสื่อมสภาพยิ่งกว่าที่เรามี หรือกล่าวอีกอย่างคือปัญหาของไมโครไบโอมที่ถดถอยลงกําลังเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ ในประชากรรุ่นถัดไป นี่จึงเป็น สาเหตุว่าทําไมผลกระทบและแนวโน้มทั้งหลายที่เราสังเกตจึงพบมากในเด็กที่มีแม่เป็นคนอ้วน ซึ่งเริ่มต้นชีวิตด้วยไมโครไบโอมที่บกพร่องเช่นกัน

หากการหลีกเลี่ยงยาปฏิชีวนะเป็นเรื่องที่ทําได้ยากมาก ยังมีหนทางที่จะแก้ปัญหานี้ได้บ้างไหม การเปลี่ยนตัวเองไปเป็นนักวีแกนที่กินแต่พืชผักปลอดสารพิษและต่อต้านการใช้ยาอาจสร้างข้อได้เปรียบเล็กน้อยให้ตัวคุณ คนในครอบครัวและจุลินทรีย์ของคุณ แต่สิ่งที่เป็นไปได้มากกว่าคือการเคลื่อนไหวในสังคมด้วยทัศนคติที่จะลดการใช้ยาเหล่านี้

ประโยชน์ที่จะเกิดแก่ลูกหลานของเราจะมากมายมหาศาลหากหมอไม่ถูกกดดันให้จ่ายยาปฏิชีวนะให้คนไข้ แน่นอนว่าในกรณีฉุกเฉิน คุณจําเป็นต้องใช้มัน แต่สําหรับอาการเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆ ควรพยายามรออีกสักวันหรือสองวันเพื่อดูว่าอาการจะดีขึ้นเองหรือไม่ เริ่มต้นจากการยอมรับว่าบางครั้งเราก็เจ็บป่วยกันได้และอดทนกับอาการป่วยอีกสักครึ่งวันโดยไม่กินยาแล้วจุลินทรีย์ของเราก็จะมีความสุข รัฐบาลสามารถยื่นมือเข้ามาช่วยได้ด้วยการเพ่งเล็งหมอที่ไร้จรรยาบรรณ นี่คือวิธีที่ฝรั่งเศสใช้ในการหยุดยั้งการใช้และลดการจ่ายยาปฏิชีวนะให้เด็กได้ถึง 36 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงระหว่างปี 2002-2006

หากเราต้องใช้ยาจริงๆ เราควรใช้เทคโนโลยีทางพันธุกรรมสมัยใหม่ในการหายาที่เจาะจง ไม่ใช่ยาแบบปัจจุบันที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จุลินทรีย์ทั้งบาง นอกจากการกินเนื้อสัตว์น้อยลงแล้ว ควรกินอาหารปลอดสารพิษหากเรามีกําลังพอที่จะซื้อหาได้ เราควรผลักดันให้รัฐบาลลดการสนับสนุนการผลิตเนื้อสัตว์ที่พึ่งพายาปฏิชีวนะในระดับ อุตสาหกรรม ภาวะดื้อยาปฏิชีวนะที่เพิ่มขึ้นอย่างมากทั่วโลกจะทําให้เราไม่เหลือยาที่ใช้รักษาโรคติดเชื้อรุนแรงในไม่ช้า และเราควรลงมืออย่างจริงจังในการหาทางเลือกอื่นสําหรับการรักษา ซึ่งอาจจะหมายถึงการใช้ไวรัสฆ่าเชื้อแบคทีเรียในธรรมชาติที่ไม่เป็นอันตรายต่อเรา สําหรับเรื่องนี้ เราจําเป็นต้องมีทุนสนับสนุนการวิจัยมากขึ้น เพื่อจะได้สามารถตรวจหาและขจัดสายพันธุ์ร้ายได้อย่างรวดเร็ว