ความลับของการให้กำเนิดบุตรและสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรทราบ

ความลับของการให้กำเนิดบุตรและสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรทราบ ระหว่างคลอดเองโดยธรรมชาติกับผ่าคลอดแบบไหนดีต่อทารกมากกว่ากัน?

การเกิดปลอดเชื้อและปัญหาในอนาคต

การเกิดปลอดเชื้อและปัญหาในอนาคต

สามปีแรกของชีวิตเป็นช่วงเวลาสําคัญที่สุดในการวางรากฐานจุลินทรีย์ในลําไส้ซึ่งมีหน้าที่สําคัญในการดูแลสุขภาพของเรา แต่น่าเศร้าที่ยามากมายถูกส่งเข้าสู่ร่างกายในช่วงแรกเกิดโดยไม่คํานึงถึงจุลินทรีย์เลย การให้ยาปฏิชีวนะกับแม่ที่มีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะเพียงเล็กน้อยนั้นเกิดขึ้นบ่อยมาก และตลอดสามสิบปีที่ผ่านมา การให้สารละลายยาปฏิชีวนะที่มีฤทธิ์ครอบคลุมกว้างทางหลอดเลือดดําอย่างเซฟาโลสปอริน (cephalosporin) แก่แม่ก่อนผ่าท้องคลอดก็เป็นเรื่องที่ทํากันมาเสมอเพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อหลังคลอด ซึ่งเกิดขึ้นได้เพียง 1 – 3 เปอร์เซ็นต์ ยานี้สามารถผ่านสู่ทารกในครรภ์ทางรกและส่งผลต่อน้ำนมแม่ ทั้งยังอาจมีผลข้างเคียงอื่นๆที่เลวร้ายกว่านั้น

ในยุโรป อัตราการผ่าท้องคลอดมีความแตกต่างกันอย่างมากในหลายประเทศ ไม่น่าแปลกใจที่อิตาลีนํามาเป็นอันดับหนึ่งในปี 2010 ที่อัตรา 38 เปอร์เซ็นต์ ส่วนประเทศอื่นๆอย่างกรีซน่าจะมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ อัตราในทุกๆประเทศเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2000 ทั้งยังมีความแตกต่างระหว่างยุโรปเหนือและยุโรปใต้ โดยสหราชอาณาจักรอยู่ตรงกลางที่อัตรา 23 เปอร์เซ็นต์ ประเทศที่มีอัตราผ่าท้องคลอดต่ำที่สุดในยุโรป และน่าจะต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาที่ซึ่งสถานการณ์แทบไม่เปลี่ยนเลย ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 คือกลุ่มประเทศที่ไม่ได้ร่ำรวยนักนําโดยเนเธอร์แลนด์ที่ 14 เปอร์เซ็นต์ ตามมาติดๆโดยกลุ่มประเทศนอร์ดิก ประเทศเหล่านี้น่าจะเป็นตัวแทนของอัตราเป้าหมายที่เหมาะสม

ในสหรัฐอเมริกาในปี 1968 มีเพียง 1 ใน 25 ของการทําคลอดที่จบด้วยการผ่าตัด แต่ปัจจุบันเกือบจะเป็นหนึ่งในสามและมีการผ่าท้องคลอดกว่า 1.3 ล้านครั้งทุกปี แต่ตัวเลขเหล่านี้แตกต่างกันถึงสิบเท่าในแต่ละพื้นที่ ตั้งแต่ต่ำสุดที่ 7 เปอร์เซ็นต์ ในบางเมืองถึง 50 เปอร์เซ็นต์ในนิวยอร์กซิตี้ และ 60 เปอร์เซ็นต์ในเปอร์โตริโก และการผ่าตัดก็พบบ่อยที่สุดในหญิงที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดในการคลอด รวมถึงในประชากรที่ยากจนซึ่งมีกําลังทรัพย์น้อยที่สุด เช่น บราซิล (กว่า 50 เปอร์เซ็นต์) และเม็กซิโก (37 เปอร์เซ็นต์) การผ่าท้องคลอดยังแพร่ไปจีนซึ่งมีนโยบายลูกคนเดียว การทําคลอดส่วนใหญ่เป็นการผ่าคลอด เหตุผลด้านความสวยงาม การเงิน และค่านิยมน่าจะมีบทบาทต่อความแตกต่างเหล่านี้ แต่ที่สําคัญกว่านั้นคือแพทย์ผู้ทําคลอดซึ่งไม่ต้องตื่นมาทําคลอดตอนตีสอง และมีเวลาไปพัฒนาแต้มต่อในการเล่นกอล์ฟของตัวเอง

 

ปัญหาคูณสอง

จุลินทรีย์ที่แตกต่างกันในทารกแฝด

มาเรีย อายุ 30 ปี มีลูกแล้วหนึ่งคน และกําลังจะคลอดลูกแฝด เธอทํางานในโรงพยาบาล ดังนั้นจึงรู้ธรรมเนียมปฏิบัติดี หลังจากปรึกษาหมอมาบ้างแล้วก็ได้ข้อตกลงว่าเธอจะ ผ่าท้องคลอดเมื่ออายุครรภ์ 37 สัปดาห์ ในที่สุดวันนั้นก็มาถึง เธอต้องอดอาหารก่อนและรับยาสวนทวารเล็กน้อยเพื่อเตรียมภายในให้สะอาดพร้อม ห้องผ่าตัดเต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ สามีผู้กระวนกระวายของเธอยืนเก้ๆกังๆในชุดปลอดเชื้อและสวมหน้ากาก มีฉากกั้นไว้ไม่ให้ทั้งเขาและมาเรียเห็นทีมสูติแพทย์ซึ่งกําลังทําคลอดอยู่อีกด้าน

เธอได้รับยาสลบอ่อนๆและฉีดยาชาทางไขสันหลัง มาเรียโล่งอกเมื่อในที่สุดก็ได้ยินเสียงบอกว่าเธอได้ลูกชายที่แข็งแรงสองคน และเห็นลูกของเธอแวบหนึ่งก่อนที่เด็กจะถูกนําตัวออกไป สามสิบนาทีต่อมาหลังจากเย็บแผลแล้ว พยาบาลก็นําทารกทั้งสองของเธอมาส่งให้เป็นครั้งแรก ลูกของเธอตัวเล็กกว่าเกณฑ์เฉลี่ย แต่ก็ไม่ได้เป็นอันตราย ทั้งสองน้ำหนักมากกว่า 2 กิโลกรัม และดูเหมือนกันราวกับแกะ

เธอเริ่มเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ และทารกทั้งสองก็น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นช้าๆ อีกสัปดาห์หนึ่งต่อมาที่บ้าน เรื่องราวกลับตาลปัตร ฮวนน้ำหนักไม่ขึ้นเท่าใดนักและดูเหมือนจะงอแงมากกว่ามาร์โก สองเดือนผ่านไป ความเหนื่อยล้าจากการให้นมลูกโน้มน้าวให้มาเรียหันมาใช้นมสําหรับเด็กซึ่งลูกของเธอทั้งสองก็ยอมแต่โดยดี แต่ฮวนก็ยังโตไม่ทันคู่แฝดของเขา และเริ่มหลับยากขึ้นในตอนกลางคืนด้วยอาการโคลิกเป็นพักๆ เมื่ออายุสองขวบ มาร์โกเป็นเด็กจ้ำม่ำ ร่าเริง  ในขณะที่ฮวนผอมกว่าและดูไม่สดใส มาเรียพาฮวนไปพบกุมารแพทย์หลายครั้งและหมอก็ได้แต่บอกเธอว่าไม่ต้องกังวล

ในที่สุดหมอก็แนะนําให้เธอลองให้ฮวนดื่มนมถั่วเหลืองเพราะเด็กอาจจะแพ้แล็กโทส วิธีนี้ช่วยให้เขามีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นในตอนแรกๆ แต่แล้วเขากลับมีอาการแพ้เล็กน้อยแปลกๆบางอย่างเกิดขึ้น ครอบครัวจึงพาเด็กแฝดไปตรวจดีเอ็นเอ เด็กทั้งสองตอนนี้มีขนาดต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ผลการตรวจยืนยันว่าทั้งคู่เป็นแฝดแท้ ส่วนเหตุผลที่เด็กแฝดมีน้ำหนักตัวต่างกัน ทั้งที่มียีนชุดเดียวกันและได้รับการเลี้ยงดูแบบเดียวกัน ยังคงเป็นปริศนาสําหรับหมอและพ่อแม่ของเด็กแฝด

ชุมชีพจุลินทรีย์ในลําไส้ของฝาแฝดคู่นี้เริ่มต้นจากความว่างเปล่าเหมือนเด็กแรกเกิดทุกคน เมื่อจุลินทรีย์จากแม่และสิ่งแวดล้อมเริ่มตั้งรกรากในลําไส้ของฝาแฝดก็พัฒนาไปเป็นชุมชีพจุลินทรีย์ซึ่งมีลักษณะเหมือนกันกว่าแฝดเทียม หรือคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน แต่ทั้งสองกลับไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว อย่างไรก็ตาม ฝาแฝดที่เกิดจากการผ่าท้องคลอดโดยเฉลี่ยแล้วจะมีจุลินทรีย์ที่แตกต่างกันมากกว่าฝาแฝดที่คลอดธรรมชาติ และบางทีเหตุผลของกรณีเช่นนี้ก็ฟังดูแปลก ยกตัวอย่างเช่น ความแตกต่างเล็กๆน้อยๆของการอุ้มเด็กหลังคลอดอาจส่งผลกระทบได้อย่างมาก

กลับมาที่ฮวนและมาร์โก การผ่าตัดโดยปกติแล้วเป็นกระบวนการที่ค่อนข้างปลอดเชื้อ แต่เมื่อฝาแฝดถูกตัดสายสะดือออก พวกเขาถูกอุ้มโดยพยาบาลคนละคน แม้ว่าพยาบาลอาจจะดูสะอาด ผ่านการขัดล้างมือและสวมชุดปลอดเชื้อ แต่พวกเขาก็ยังมีจุลินทรีย์เต็มตัวที่ผม ผิวหนัง และในปาก ในระหว่างการชั่งน้ำหนักตัว ติดป้ายชื่อ และทําความสะอาดตัวให้ทารกแฝด พยาบาลได้ส่งต่อจุลินทรีย์กลุ่มใหม่ที่แตกต่างไปสู่ทารกซึ่งอยู่ในสภาพที่เหมาะสําหรับการเติบโตของจุลินทรีย์ จุลินทรีย์ “แปลกหน้า” เหล่านี้ที่ผ่านเข้าไปทางปากของฝาแฝดและไปสู่ลําไส้ไม่ใช่สิ่งที่กระบวนการวิวัฒนาการกําหนดไว้ ดังนั้นก่อนที่ฝาแฝดจะส่งไปถึงอ้อมอกแม่ พวกเขาก็ได้รับจุลินทรีย์เฉพาะที่ต่างกันไปแล้วซึ่งไม่เพียงเป็นตัวกําหนดเรื่องอาหารที่กินได้ แต่ยังส่งผลต่อชีวิตภายหน้าของพวกเขาด้วย

ในการคลอดปกติ ลําไส้ของทารกคือส่วนแรกที่จุลินทรีย์เข้าไปตั้งรกราก ทารกได้จุลินทรีย์เหล่านี้จากทางผ่านของการคลอด ได้แก่ ช่องคลอด ปัสสาวะ และจุลินทรีย์ในลําไส้ของแม่ ตามมาด้วยจุลินทรีย์อื่นๆจากผิวหนัง กระบวนการนี้สร้างความหลากหลายเริ่มต้นสําหรับช่วงสามขวบปีแรกซึ่งเป็นช่วงที่สําคัญมาก เพราะดังที่กล่าวไปแล้ว ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่จุลินทรีย์ในลําไส้เริ่มพัฒนาลักษณะเฉพาะตัวและความซับซ้อน ชุมชีพจุลินทรีย์เหล่านี้เป็นหัวใจหลักของพัฒนาการตามปกติของเรา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันซึ่งต้องเริ่มจากศูนย์ จุลินทรีย์ในช่องคลอดจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในช่วงตั้งครรภ์เพื่อเตรียมพร้อมสําหรับการคลอด และเมื่อจุลินทรีย์เหล่านี้เกิดการเปลี่ยนแปลงก็อาจจะกระตุ้นให้คลอดก่อนกําหนดได้ ทารกที่คลอดด้วยวิธีผ่าท้องคลอดจะถูกนําตัวออกมาก่อนที่จะได้สัมผัสกับจุลินทรีย์จากช่องทางปกติตามกระบวนวิวัฒนาการ

มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นความแตกต่างอย่างมากของจุลินทรีย์ในลําไส้ของทารกเกิดโดยวิธีผ่าท้องคลอดซึ่งเกิดขึ้นในช่วง 24 ชั่วโมงแรก โดยเปรียบเทียบกับจุลินทรีย์ของเด็กที่คลอดผ่านทางช่องคลอด ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดคือทารกจะไม่มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์จากช่องคลอดของแม่ อย่างเช่น แล็กโตบาซิลลัส ซึ่งถูกแทนที่ด้วยจุลินทรีย์จากผิวหนังซึ่งมีความสําคัญน้อยมากอย่าง สแตฟิโลค็อกคัส Tetaphylococcus (staph)  เป็นจุลินทรีย์ที่ก่ออาการติดเชื้อผิวหนังชนิดไม่รนแรงส่วนใหญ่ และโครีเนแบคทีเรีย (Corynebacteria) เราพบว่าจุลินทรีย์เหล่านี้ไม่ได้มาจากแม่ทั้งหมด และทารกที่ผ่าคลอดได้รับแบคทีเรียส่วนใหญ่จากผิวหนังของคนแปลกหน้าในทีมผ่าตัด หรือบางครั้งก็จากพ่อของเด็กหากเขาไม่ได้เป็นลมและถูกพาตัวออกไปเสียก่อน

ดังนั้นภายในไม่กี่ชั่วโมงแรกหลังคลอดจะเกิดความเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ สายพันธุ์หลักเหล่านี้และความแตกต่างที่เกิดขึ้นจะยังคงอยู่ต่อไปเป็นเวลาอย่างน้อยสามปีหรืออาจจะตลอดชีวิต นอกจากนี้ ลําไส้ของทารกที่ผ่าคลอดยังต้านการตั้งรกรากของจุลินทรีย์มีประโยชน์ที่ตามมาอย่างแล็กโตมาซิลลัสและไบฟิโดแบคทีเรียอีกด้วย แม้เมื่อทารกเริ่มกินนมแม่แล้วก็ตาม

 

ทารกที่ผ่าคลอดเป็นภูมิแพ้มากกว่า

ทารกที่ผ่าคลอดเป็นภูมิแพ้มากกว่า

เรื่องที่สําคัญไม่แพ้การที่ไมโครไอโอมในลําไส้ถูกขัดขวางก็คือระบบภูมิคุ้มกันของทารกที่เกิดโดยการผ่าท้องคลอดยังถูกขัดขวางนําไปสู่ความเสี่ยงต่อปัญหาระบบภูมิคุ้มกันในเวลาต่อมามากขึ้น เช่น โรคซิลีแอค และโรคภูมิแพ้ต่างๆโดยเฉพาะอาหาร งานวิจัยทางระบาดวิทยา (เชิงสังเกตการณ์ ไม่ใช่การทดลอง) เกือบทั้งหมดที่มีการตีพิมพ์ แสดงให้เห็นว่าทารกเหล่านี้มีความเสี่ยงต่อโรคภูมิแพ้อาหารและโรคหืดเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 20 เปอร์เซ็นต์ งานวิจัยส่วนใหญ่ชี้ว่าความเสี่ยงจะมีสูงสุดหากแม่เป็นโรคภูมิแพ้ด้วย ในกรณีเช่นนี้ ความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นถึง 7 เท่างานวิจัย ส่วนใหญ่เผยให้เห็นความเสี่ยงแบบเดียวกันทั้งในกรณีผ่าคลอดแบบมีการกําหนดและกรณีผ่าคลอดแบบฉุกเฉิน ดังนั้นปัจจัยที่ทําให้เกิดอคติหรือผลลวงในงานวิจัยจึงเกิดขึ้นได้น้อย และทําให้ผลการวิจัยเหล่านี้น่าเชื่อถือมากขึ้น

ดังนั้นนวัตกรรมแห่งการทําคลอดอันน่าทิ้งนี้ซึ่งเป็นโอกาสให้แม่บางคนเลี่ยงการคลอดธรรมชาติ และปัจจุบันมีทารกถึงหนึ่งในสามที่เกิดด้วยวิธีนี้จึงเป็นการรบกวนกระบวนการวิวัฒนาการอันทรงพลัง โดยที่เราไม่เคยคํานึงถึงมาก่อน

นอกจากการห้ามไม่ให้ผ่าท้องทําคลอดซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ ยังมีทางเลือกอื่นๆที่ปฏิบัติได้ จริงไหม

ตอนที่ ร็อบ ไนต์ นักวิจัยในโครงการ American Gut Project ทํางานวิจัยก่อนหน้า โดยเปรียบเทียบผลของการผ่าท้องคลอด เขาเสนอแนะบางอย่างที่ค่อนข้างแปลกแก่ภรรยาของเขาซึ่งกําลังตั้งครรภ์ เขาบอกเธอว่าถ้าต้องผ่าท้องคลอด เขาจะขอปรับสมดุลสภาวะธรรมชาติให้เธอได้ไหม ภรรยาของเขาตอบตกลงและปรากฏว่าเธอต้องผ่าท้องเพื่อให้กําเนิดลูกสาว ก่อนที่เธอจะถูกให้ยาสลบ ร็อบนําผ้าอนามัยแบบสอดใส่เข้าไปในช่องคลอดของเธอและนํามาถูรอบๆทวารหนักของเธอ เมื่อทารกหญิงที่แข็งแรงถูกผ่าคลอดออกมา ร็อบนําผ้าอนามัยชิ้นนั้นมา ถที่ใบหน้า ปาก และตาของลูกสาวเขาครู่หนึ่ง ด้วยความพยายามที่จะเลียนแบบกลไกธรรมชาติที่ทารกควรได้รับ

สามปีผ่านไป ลูกสาวของเขาไม่ได้รับผลกระทบที่ไม่ดีใดๆและมีไมโครไบโอมที่ดูเป็นปกติ แม้ว่าครอบครัวทางฝ่ายแม่จะมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้รุนแรง แต่ลูกสาวเขากลับไม่มีอาการของภูมิแพ้เลย มีครั้งเดียวที่ต้องกินยาปฏิชีวนะคือตอนเป็นโรคกล่องเสียงอักเสบเพราะติดเชื้อสแตฟ (Staph) ผมได้ยินมาว่ากระบวนการแปลกใหม่นี้ถูกนํามาใช้อย่างไม่เป็นทางการในโรงพยาบาลบางแห่งในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ร็อบและมาเรีย โดมิงเกซ-เบลโล ได้เริ่มการทดลองที่ปัจจุบันเรียกว่า “การปลูกเชื้อจากช่องคลอด” ให้ผู้หญิงในเปอร์โตริโกที่ผ่าท้องคลอด และจะทําการติดตามทารกในระยะยาวเพื่อดูว่าพวกเขาจะได้รับการปรับสมดุล” และมีความเสี่ยงต่อภูมิแพ้ลดลงไหม

ธรรมชาติมีกระบวนการที่สมบูรณ์แบบในการส่งต่อสารอาหารและสัญญาณภูมิคุ้มกันที่ดีจากรุ่นแม่สู่รุ่นลูก ไม่เพียงส่งผ่านทางยีนของแม่ แต่ยังผ่านทางจุลินทรีย์ของแม่ด้วย ซึ่งได้รับการปรับมาอย่างดีผ่านทางอาหารที่แม่กินตอนตั้งครรภ์ ภาวะภูมิแพ้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในมนุษย์ช่วงสองชั่วรุ่นที่ผ่านมาสามารถอธิบายได้ จากความหลากหลายที่ลดลงของจุลินทรีย์ในทารกซึ่งทําให้ระบบภูมิคุ้มกันของทารก เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะที่เรายังไม่เข้าใจดีนัก เมื่อทารกเกิดมา มีโอกาสสูงมากที่จะได้รับยาปฏิชีวนะในช่วงสามปีแรก ปัจจุบันในประเทศส่วนใหญ่มีรายงานการให้ยาปฏิชีวนะในเด็กทารกช่วงสามปีแรกโดยเฉลี่ย 1 – 3 ชุด เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมส่งผลให้สมดุลอันละเอียดอ่อนของชุมชีพจุลินทรีย์ที่กําลังก่อตัวอย่างช้าๆได้รับความเสียหาย และอาจไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาได้อีก

ในบรรดาผลเสีย 8 ประการที่พบบ่อยที่สุดจากการจ่ายยาในสหรัฐอเมริกาและยุโรป พบว่า 5 ประการในนั้นเป็นผลมาจากยาปฏิชีวนะ กว่าเด็กอเมริกันจะโตเป็นผู้ใหญ่ก็ได้รับยาปฏิชีวนะเหล่านี้ไปแล้ว 17 ชุดโดยเฉลี่ย และเช่นเดียวกับในสหราชอาณาจักร การให้ยาปฏิชีวนะส่วนใหญ่เหล่านั้นล้วนไม่จําเป็น แน่นอนว่าเด็กเล็กหลายคนได้รับยาปฏิชีวนะมากกว่า “ค่าเฉลี่ย” ซึ่งนอกจากจะลดภูมิต้านทานต่อภาวะติดเชื้อต่างๆแล้ว ยังส่งผลร้ายข้างเคียงอื่นๆอีกด้วย

กุมารแพทย์ที่ทํางานในประเทศกําลังพัฒนารู้มาหลายปีแล้วว่าโรคติดเชื้อเรื้อรังให้พัฒนาการของเด็กหยุดชะงัก สิ่งนี้แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระว่างความยากจนกับความเตี้ย เมื่อไม่นานนี้มีการทบทวนงานทดลอง 10 งานที่ติดตามเด็กเล็กซึ่งได้รับยาปฏิชีวนะในระยะยาว และพบว่ายาปฏิชีวนะส่งผลให้ส่วนสูงเพิ่มขึ้นปีละครึ่งเซนติเมตร แต่มีผลต่อน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นมากกว่า สำหรับเด็กในแอฟริกาและอเมริกาใต้ ยาปฏิชีวนะมีประโยชน์โดยรวมและช่วยลดภาวะขาดสารอาหาร ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะช่วยฆ่าแบคทีเรียอันตรายมากมายในกระบวนการนี้ แต่กลับไม่พบประโยชน์ที่สอดคล้องกันนี้ในประเทศตะวันตก