ทุกวันนี้เรากินยาปฏิชีวนะกันมากเกินไปหรือเปล่า?

ทุกวันนี้เรากินยาปฏิชีวนะกันมากเกินไปหรือเปล่า? แม้ว่ายาปฏิชีวนะจะเป็นความสําเร็จอันน่าอัศจรรย์ซึ่งช่วยชีวิตผู้คนนับล้านจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มักถึงแก่ชีวิต แต่ยาปฏิชีวนะที่บางครั้งแพทย์สั่งจ่ายเพื่อให้เราสบายใจนั้น อาจส่งผลร้ายมากกว่าที่คิด

ระวัง! อาจมียาปฏิชีวนะ

ระวัง! อาจมียาปฏิชีวนะ

โดยปกติแล้วยาปฏิชีวนะไม่ได้ระบุไว้บนฉลากอาหารทั้งที่จริงๆแล้วเป็นสิ่งที่ควรทํา เราทุกคนล้วนได้รับยาปฏิชีวนะทั้งโดยที่ไม่รู้ตัว นี่คือหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในสภาพแวดล้อมของเราในช่วงหนึ่งล้านปี แต่เพิ่งจะมีผลกระทบในช่วงห้าสิบปีที่ผ่านมา เมื่อ อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง ชาวสกอตแลนด์ ค้นพบราที่ผลิตสารเคมีที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียโดยบังเอิญในปี 1928 ในเวลานั้นเราไม่รู้เลยว่าโลกของเราในยุคปัจจุบันจะเสพติดสารชนิดนี้ ซึ่งทุกวันนี้รู้จักในชื่อว่า “เพนิซิลลิน” (penicillin)

ในความเป็นจริงแล้ว เฟลมมิงไม่ได้เห็นศักยภาพของการเปลี่ยนราชนิดนี้ให้เป็นยา เรื่องนั้นเป็นผลงานของฮาเวิร์ด ฟลอรีย์ และเอิร์นสท์ เชน เพื่อนร่วมงานของเขา ซึ่งต่อยอดกระบวนการที่จําเป็น จากนั้นก็ทําการทดลองอันน่าทึ่งกับผู้ป่วยสองสามคนซึ่งเป็นโรคติดเชื้อที่ถึงแก่ชีวิต เพนิซิลลินที่พวกเขาคิดค้นขึ้นนั้นทรงคุณค่ามากถึงขนาดที่พวกเขาไปไกลถึงขั้นเก็บปัสสาวะของผู้ป่วยแต่ละคนมาทําให้สะอาดเล็กน้อย เพื่อนําไปใช้กับผู้ป่วยรายต่อไป ต่อมาในช่วงสงคราม พวกเขาละทิ้งลอนดอนแล้วเริ่มการผลิตเพนิซิลลินในระดับอุตสาหกรรมในสหรัฐอเมริกา ด้วยจุดประสงค์ที่จะใช้เป็นยาสําหรับรักษาทหารฝ่ายพันธมิตร

ยาปฏิชีวนะคือความสําเร็จอันน่าอัศจรรย์ซึ่งช่วยชีวิตผู้คนนับล้านจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มักถึงแก่ชีวิต บรรดาหมอหลังช่วงสงครามต่างทํานายว่ายาปฏิชีวนะจะเป็นการประกาศจุดสิ้นสุดของโรคติดเชื้อในมนุษย์ทั้งหลาย

อะลานาและลิซา (the Mac Twins) คู่แฝดดีเจและดาราโทรทัศน์วัย 26 ปี ประสบความสําเร็จและมีความสุขกับชีวิต ทั้งสองเป็นแฝดชาวสกอตผมบลอนด์ที่สดใสร่าเริง และเป็นแฝดแท้ที่หน้าตาเหมือนกันมาก แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกกว่าที่เห็น พวกเธอแตกต่างกันจนนึกไม่ถึง ทั้งสองสูงเท่ากันและมีน้ำหนักเท่ากันคือ 60 กิโลกรัม ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ลิซามีสะโพกใหญ่กว่าเล็กน้อย และครั้งหนึ่งเคยน้ำหนักขึ้น 12 กิโลกรัมภายในหกเดือน ปัจจุบันลิซาควบคุมน้ำหนักด้วยการออกกําลังกายอย่างสม่ำเสมอ ในขณะที่อะลานาไม่เล่นกีฬาและชอบออกเหงื่อด้วย “โยคะร้อน” (บิแครม) มากกว่า อะลานาสามารถอดอาหารตามสูตร 5:2 ไดเอต เพื่อควบคุมน้ำหนักของตัวเอง ได้อย่างไม่ยากเย็น ในขณะที่คู่แฝดของเธอจะหงุดหงิดงุ่นง่านถ้าไม่ได้กินตามปกติ

บุคลิกของทั้งสองก็ค่อนข้างต่างกันด้วย อะลานาเคยเป็นคนขี้อาย มุ่งมั่น และหนักแน่น ในขณะที่ลิซาบางครั้งก็วิตกกังวล และมีแนวโน้มที่จะย้ำคิดย้ำทํา (obsessive compulsive behavior: OCD) เป็นพักๆ พ่อของฝาแฝดเสียชีวิตกะทันหันเพราะหัวใจวายขณะเล่นกอล์ฟเมื่ออายุเพียง 58 ปี และปฏิกิริยาของทั้งสองที่มีต่อการเสียชีวิตของพ่อก็แทบจะต่างกันคนละขั้ว อะลานานิ่ง แต่มีการร้องไห้อย่างหนักเป็นช่วงๆ ในขณะที่ลิซาอยู่ในภาวะซึมเศร้าและไม่ยอมรับความจริง ทั้งสองไม่เคยหาคําตอบว่าทําไมจึงทั้งเหมือนและก็ต่างกันได้ถึงขนาดนี้

พวกเธอเติบโตในสกอตแลนด์ นอนห้องเดียวกันเป็นเวลา 17 ปี และแม้ว่าจะทะเลาะกันประจํา แต่ทั้งสองก็สนิทกันที่สุด สมัยที่ยังเป็นทารกวัยหกเดือน พวกเธอไม่ค่อยแข็งแรงนัก ทั้งสองเป็นโรคหลอดลมอักเสบและต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล ในเวลาต่อมาก็มีอาการติดเชื้อในหูและทอนซิลอักเสบอยู่เรื่อยๆ ทําให้ต้องกินยา ปฏิชีวนะหลายต่อหลายครั้ง เมื่ออายุสี่ขวบ อะลานาติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ หลายครั้ง ทําให้ต้องนอนโรงพยาบาลเป็นเวลานานหลายต่อหลายหน และกินยา ปฏิชีวนะเกือบจะตลอดสองปี ไม่นานหลังจากนั้นเธอก็เป็นโรคข้ออักเสบในเด็กซึ่งเป็นภาวะภูมิคุ้มกันทําลายตัวเองที่ส่งผลกระทบต่อข้อต่อต่างๆ ทําให้มีอาการปวด บวม และข้อติดขัด เธอต้องกินยารักษามากมาย แต่ก็ประคองตัวเองให้มีชีวิตเกือบปกติได้ แล้วพออายุ 16 ปี ความเจ็บป่วยทั้งหลายก็หายไปเฉยๆ

หมอของลิซาประหลาดใจที่เธอไม่มีปัญหาเกี่ยวกับข้อต่อเลย แต่ไม่นานหลังจากย้ายออกจากบ้าน ลิซากลับมีสิวเห่อขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน อะลานาไม่เคยเป็นสิว ซึ่งเป็นเรื่องแปลก เพราะงานวิจัยฝาแฝดของเราแสดงให้เห็นว่าสิวเป็นหนึ่ง ในสภาวะที่เกิดจากพันธุกรรมอย่างเห็นได้ชัดที่สุด สิวของลิซารุนแรงมากจนหมอต้อง ให้เธอกินยาปฏิชีวนะมิโนไซคลีน (minocycline) เป็นเวลาหลายเดือน ตามด้วยยา ตัวอื่นที่แรงกว่าเพื่อขจัดปัญหาสิวของเธอให้หมดไปในที่สุด หมอถึงขนาดแนะนําให้เธอกินยาปฏิชีวนะไปเรื่อยๆ

เมื่อมองย้อนกลับไปจะพบว่าเหตุผลหนึ่งที่น่าจะเป็นไปได้ที่ทําให้ทั้งสองแตกต่างกันมากทั้งที่มียีนชุดเดียวกันคงจะเป็นเพราะยาปฏิชีวนะ อะลานาอาจไม่เป็นโรคข้ออักเสบถ้าจุลินทรีย์ลําไส้ในธรรมชาติที่เธอได้รับจากแม่ไม่ได้ถูกทําลายเพราะการใช้ยาปฎิชีวนะเป็นประจําซึ่งเธอกินเพื่อรักษาอาการติดเชื้อในวัยเด็กหลายครั้ง จนส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของเธอ และอาจถึงขั้นเป็นสาเหตุที่ทําให้เธอชื่นชอบ “โยคะร้อน” ในทํานองเดียวกัน การเป็นสิวในช่วงวัยรุ่นตอนปลาย แม้จะเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม แต่ก็เกิดจากจุลินทรีย์ที่เพิ่มจํานวนมากเกินไป และปฏิกิริยาที่ร่างกายตอบสนองต่อจุลินทรีย์มากเกินไป ในขณะที่การติดเชื้อที่ไตซึ่งเกิดขึ้นในเวลาต่อมาบ่งชี้ว่าเป็นสาเหตุจากความผิดปกติของชุมชีพจุลินทรีย์ในลําไส้

ทั้งสองชอบกินอาหารทุกชนิด ตั้งแต่ไข่ดองน้ำส้มไปจนถึงแฮกกิส มันฝรั่งแผ่นทอดกรอบ และซูชิ และแม้ว่าทั้งสองจะเคยเข้าห้องน้ำในเวลาเดียวกัน แต่ตอนนี้พวกเธอมีตารางขับถ่ายที่แตกต่างกัน แม้จะกินอาหารเหมือนกันและใช้ชีวิตแบบเดียวกัน เราทดสอบไมโครไบโอมของพวกเธอและพบว่ามีสายพันธุ์ที่แตกต่างกันจํานวนมาก โดยเฉลี่ย ทั้งสองมีสายพันธุ์จุลินทรีย์ที่เหมือนกันเพียงเล็กน้อยเหมือนกับที่พบในคนที่ไม่ได้ เกี่ยวข้องเป็นพี่น้องกัน สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่ายาปฏิชีวนะได้ทําลายความเหมือนทางพันธุกรรมที่ทั้งสองเคยมีเมื่อตอนแรกเกิด

 

ทุกวันนี้เรากินยาปฏิชีวนะราวกับเป็นขนม

ระวัง! อาจมียาปฏิชีวนะ

เฉพาะในสหรัฐอเมริกาเพียงแห่งเดียวก็มีการจ่ายยาปฏิชีวนะถึงปีละกว่า 250 ล้านชุด และงานวิจัยล่าสุดในสหราชอาณาจักรก็แสดงให้เห็นว่า แม้จะมีคําเตือนอย่างจริงจังเกี่ยวกับการใช้ยาเกินขนาดในหลักปฏิบัติทั่วไป อัตราการใช้ก็ยังคงเพิ่มขึ้น ย้อนกลับไปในปี 1999 แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปได้รับคําเตือนให้ลดการจ่ายยาปฏิชีวนะสําหรับอาการติดเชื้อเล็กน้อยหรือไวรัส แต่คําเตือนถูกเพิกเฉย และอันที่จริงแล้วสถานการณ์กลับเลวร้ายกว่าเดิมด้วยซ้ำ ในปี 2011 อัตราการใช้เพิ่มขึ้นถึง 40 เปอร์เซ็นต์ และแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปโดยเฉลี่ยก็สั่งยาปฏิชีวนะให้คนไข้กว่าครึ่งที่มีอาการไอหรือหวัด การติดเชื้อเหล่านี้เกิดจากเชื้อไวรัสที่ยาปฏิชีวนะไม่สามารถ ช่วยอะไรได้ หนึ่งในสิบของหมอเหล่านี้ยิ่งหนักข้อกว่านั้นคือจ่ายยาปฏิชีวนะให้คนไข้ถึง 97 เปอร์เซ็นต์ โดยคิดเอาเองว่าจะทําให้คนไข้สบายใจ และทําให้พวกเขาฟื้นตัวจากการผ่าตัดเร็วขึ้น

อัตราการใช้ยาปฏิชีวนะเพิ่มขึ้นตลอดช่วงสามสิบปีที่ผ่านมาในเกือบทุกประเทศทั่วโลกเท่าที่มีข้อมูล โดยที่ 40 เปอร์เซ็นต์ของการจ่ายยาไม่ได้ส่งผลใดๆในการรักษาเลย ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทุกประเทศล้วนใช้ยาปฏิชีวนะเกินขนาด แต่ประเทศที่มีระบบดูแลสุขภาพที่ได้รับการควบคุมเป็นอย่างดีจากส่วนกลางอย่างเช่น สวีเดน และเดนมาร์ก มีอัตราการใช้น้อยที่สุด ในอัตราส่วนครึ่งหนึ่งของที่ใช้ในอเมริกา ประเทศที่ควบคุมได้ดียังใช้ยาที่เจาะจงต่อเชื้อมากกว่าซึ่งออกฤทธิ์ต่ออวัยวะเป้าหมายได้อย่างละเอียดกว่าและทําลายจุลินทรีย์น้อยกว่าโดยไม่เพิ่มปัญหาใดๆ

แม้ในกรณีที่การติดเชื้อเกี่ยวข้องกับแบคทีเรียอย่างแน่ชัดซึ่งพบได้น้อยมาก แต่ในงานตรวจสอบอิสระก็ชี้ให้เห็นว่ายาปฏิชีวนะมีประโยชน์ไม่มากนัก ยกตัวอย่าง เช่น การรักษาอาการเจ็บคอหรือไซนัสอักเสบแต่เนิ่นๆช่วยบรรเทาอาการลงได้เพียงหนึ่งวันโดยเฉลี่ย มันอาจจะดูคุ้มค่าสําหรับบางคน ซึ่งก็ควรจะเป็นอย่างนั้น ถ้ามันไม่ส่งผลเสียใดๆตามมา

 

การรักษาที่ (รอ) เกือบตาย

การรักษาที่ (รอ) เกือบตาย

เมื่ออรุณอายุสองขวบ เขาต้องกินยาปฏิชีวนะครั้งแรก แม่ของเขาก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะตัวเธอเองก็เคยกินยาปฏิชีวนะมานับครั้งไม่ถ้วนสมัยเป็นเด็ก และเชื่อว่ามันปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ผลข้างเคียงร้ายแรงไม่เคยอยู่ในความคิดเธอ

ประสบการณ์อันแสนเจ็บปวดเริ่มขึ้นจากรอยตุ่มที่คล้ายยุงกัดหลังจากที่อรุณกลับจากไปเล่นนอกบ้านในเย็นวันหนึ่ง เมื่อเขากลับเข้าบ้าน เธอจึงทายาแก้คันและแก้พิษแมลงกัดต่อยที่ตุ่มนั้นและพาเขาเข้านอน ในวันต่อมาตุ่มนั้นแดงและดูเหมือน ติดเชื้อทั้งยังลามไปตามขาของลูกชายเล็กน้อย ตอนนั้นเลยเวลาที่จะไปพบหมอประจําตัวแล้ว ดังนั้นแม่จึงพาเขาไปแผนกฉุกเฉินที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน ซึ่งหมอฉีดยา เซฟไตรอะโซน (Ceftriaxone) ให้หนึ่งเข็มซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะกลุ่มเซฟาโลสปอริน (cephalosporin) ซึ่งมีฤทธิ์แรงและใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อต่อสู้กับเชื้อแบคทีเรียที่ไม่รู้จักหลายชนิด และเพื่อให้แน่ใจยิ่งกว่าเดิม หมอยังให้ยาน้ำเชื่อมแบคทริม (Bactrim – เป็นตัวยาที่รวมยาปฏิชีวนะสองชนิดเข้าด้วยกัน) และบอกให้แม่ป้อนยาให้ลูกจนครบสิบวัน

ไม่นานหลังจากกินยาปฏิชีวนะ ขาของอรุณก็เริ่มดีขึ้น แต่เขามีอาการท้องเสียรุนแรง แม่ของเขาไม่ได้กังวลมากนักเพราะเธอรู้ว่านี่เป็นผลข้างเคียงทั่วไปของยาปฏิชีวนะ แต่อาการท้องเสียของเขาหนักและไม่ทุเลาเลย จากนั้นเธอก็สังเกตเห็นเลือดปนมากับอุจจาระ เธอจึงพาลูกไปพบหมอ ผู้ซึ่งนําตัวอย่างอุจจาระไปตรวจและแจ้งให้แม่ของเขาทราบในเวลาต่อมาว่าลูกชายของเธอติดเชื้อคลอสตริเดียมดิฟฟิไซล์ (Clostridium difficile: C. diff) และตอนนี้มีภาวะลําไส้อักเสบที่เกิดจากผลข้างเคียงของยาปฏิชีวนะเรียกว่า pseudo-membranous colitis หมอจัดยาปฏิชีวนะให้อรุณ อีกตัวหนึ่งคือฟลาจิล (Flagyl) ซึ่งเป็นการรักษาเบื้องต้นที่ยอมรับโดยทั่วไปสําหรับโรคจลำไส้อักเสบที่เกิดจากเชื้อ C. diff  ช่วงสองสามวันแรกของการรักษาด้วยยาตัวใหม่ อาการทางลําไส้ของเด็กชายดีขึ้นมาก แต่ในวันสุดท้ายของการกินยา อาการแบบที่เป็นตอนแรกก็กลับมา หมอจ่ายยาชุดเดียวกันให้อีกครั้งแล้วทุกอย่างก็วนกลับมาเป็นวัฏจักร

แม่ของอรุณบอกว่า “แต่เราก็ต้องรอด้วยความกังวลทั้งสัปดาห์กว่าจะได้คิวนัดหมอ ฉันกลัวและโทร.หาหมอ เพราะนึกไม่ออกว่าจะทนรอได้นานขนาดนั้นเมื่อลูกชายมีอาการน่ากลัวขนาดนี้ น้ำหนักของเขาลดฮวบอย่างรวดเร็วและดูป่วยมาก ในช่วงที่ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับอาการของเขา ฉันก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนที่ไม่ค่อยพบแต่ร้ายแรงที่อาจทําให้ลําไส้ทะลุและมักจะทําให้ถึงตาย หมอบอกว่าเขาทําอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้ และบอกให้ฉันพาลูกไปโรงพยาบาลเด็กถ้าฉันกังวลมาก ฉันทําอะไรไม่ถูกและนอนไม่หลับไปสองวัน แต่แล้วจู่ๆ ลูกก็ดีขึ้นราวกับปาฏิหาริย์ ฉันไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่สภาพตอนนั้นเขาตายได้ง่ายๆเลย ทุกคนควรจะต้องรู้ เกี่ยวกับอันตรายของยาปฏิชีวนะ”

บางคนไม่ได้โชคดีอย่างอรุณ เกือบครึ่งของเด็กเล็กที่เป็นโรคลําไส้อักเสบชนิดนี้เสียชีวิต เพราะลําไส้ของพวกเขาถูกยาปฏิชีวนะทําลายอย่างรุนแรงจนระบบภูมิคุ้มกันและผนังปกป้องที่ลําไส้ล้มเหลว กรณีเช่นนี้มักเกิดขึ้นหลังจากที่ยาปฏิชีวนะทําลายแบคทีเรียธรรมชาติในลําไส้ไปจนหมด ส่งผลให้ความหลากหลายและประสิทธิภาพของชุมชีพจุลินทรีย์ที่ช่วยปกป้องร่างกายตามปกติลดลง และทําให้แบคทีเรียก่อโรคตัวร้ายอย่าง C. diff แบ่งตัวและเพิ่มจํานวนจนในที่สุดก็ครอบครองลําไส้ทั้งหมด แม้จะเป็นเรื่องน่าสะพรึงกลัว แต่กรณีเช่นนี้ก็พบได้น้อยมาก มีโอกาสเกิดขึ้นเพียง 1 ใน 10,000 กรณีที่ใช้ยาปฏิชีวนะ ความเสี่ยงยิ่งสูงขึ้นในทารกที่ดื่มนมขวด เพราะจุลินทรีย์ของทารกเหล่านี้ขาดความหลากหลาย ทั้งยังไม่มีจุลินทรีย์ที่ดีอย่างไบฟิโดแบคทีเรียที่ได้จากนมแม่ซึ่งอุดมด้วยพรีไบโอติก จุลินทรีย์ที่เพิ่มเข้ามาเป็นพิเศษเหล่านี้ทําให้ทารกมีแบคทีเรียที่สามารถต่อสู้กับการติดเชื้อได้มากขึ้นรวมทั้งลดการเกิดโรคภูมิแพ้ด้วย

เพราะทุกวันนี้เราจ่ายยาปฏิชีวนะนับล้านชุดทุกๆปี โดยส่วนใหญ่เป็นยาที่ออกฤทธิ์ครอบคลุมกว้าง ซึ่งไม่เพียงฆ่าแบคทีเรียก่อโรค แต่รวมถึงทุกสายพันธุ์ที่มันพบกรณีการติดเชื้อ C. diff รุนแรงเหล่านี้ รวมทั้งภาวะดื้อยาปฏิชีวนะทั่วไปกําลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เรื่องเหล่านี้เป็นบทเรียนที่เตือนเราถึงผลที่น่ากลัวซึ่งแฝงมากับการใช้ยาปฏิชีวนะเกินขนาด โดยเฉพาะการใช้โดยไม่มีเหตุผลสมควร