เรื่องน่ารู้สำหรับคนคลั่งวิตามิน กินอย่างไรถึงจะได้ผลดีที่สุด

เรื่องน่ารู้สำหรับคนคลั่งวิตามิน กินอย่างไรถึงจะได้ผลดีที่สุด แม้ผลวิจัยหลายแห่งจะพร่ำบอกพวกเราว่าการรักษาระดับวิตามินให้อยู่ในเกณฑ์ปกตินั้นเป็นเรื่องที่สําคัญทั้งต่อตัวเราและจุลินทรีย์ของเรา แต่ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงไม่เชื่อเช่นนั้นล่ะ?

วิตามิน

 วิตามิน

เซเลบริตี้อย่างรีแอนนาหรือมาดอนน่านั้นไม่กินวิตามินอัดเม็ดอีกต่อไปแล้ว เพราะมีข่าวว่าพวกเธอฉีดเข้าเส้นเลือดดํากันเลย โดยเป็นวิตามินที่ปรับให้เหมาะกับพวกเธอเพื่อให้ร่างกายดูดซึมวิตามินและแร่ธาตุได้อย่างเต็มที่ หลายคนเคยใช้บริการดริปวิตามินเพื่อเพิ่มพลังงานตามสปาหรูหรือบาร์ดริปวิตามินที่กําลังนิยม เราควรทําตาม เซเลบเหล่านี้ไหม หรือนี่เป็นเพียงแค่การแก้อาการเมาค้างราคาแพงเท่านั้น

พวกเราทุกคนรู้ดีว่าอาหารที่กินทุกวันนี้ดีต่อสุขภาพน้อยกว่าเมื่อ 30 – 50 ปีก่อน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความนิยมอาหารแปรรูปซึ่งสูญเสียสารอาหารที่มีอยู่เดิมไปเกือบหมดแล้ว อีกเหตุผลซึ่งคนอาจไม่รู้กันมากนักคือ จากการสํารวจอย่างละเอียดของรัฐบาลในสหราชอาณาจักรพบว่า แม้แต่ผักผลไม้สดๆหรือเนื้อสัตว์บางชนิดในปัจจุบันก็มีสารอาหารและวิตามินเพียงครึ่งเดียวของเมื่อห้าสิบปีที่แล้ว คําแนะนํา และการตลาดอันชาญฉลาดที่กระหน่ำเข้ามาทําให้เราหมกมุ่นกับวิตามินในรูปของสารสังเคราะห์โดยแยกจากแหล่งอาหารดั้งเดิม เรากินมันด้วยเหตุผลหลากหลาย แต่หลักๆคือเพื่อเสริมสุขภาพ เพิ่มพลังงาน และป้องกันมะเร็ง

วิตามินดั้งเดิม (สะกด “vitamine” ในคริสต์ศตวรรษที่ 19) ถูกค้นพบจากการศึกษาโรคที่พบในประเทศโลกที่สามนั่นคือโรคเบอริเบอรี่ (beriberi) ซึ่งทําให้เกิดอาการบวมตามแขนขา หัวใจล้มเหลว และความจําเสื่อม ตลอดจนปัญหาทางจิตใจและระบบประสาท เป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุ ต่อมา คาชิมีร์ ฟังก์ นักเคมีชาวโปแลนด์ พบว่าโรคนี้เกิดจากการที่คนเปลี่ยนจากกินข้าวกล้องที่ยังมีเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวไปกินข้าวขัดขาวแทน เมล็ดข้าวจึงสูญเสียน้ำตามธรรมชาติที่หุ้มอยู่ อันเป็นส่วนซึ่งอุดมด้วยสารอาหารและวิตามินบีที่จําเป็นต่อร่างกาย เขาคาดว่ายังมีโรคอื่นๆอีกมากมายที่เกิดจากการขาดวิตามิน

วิตามินหลายชนิดมาจากอาหารที่เรากิน จุลินทรีย์ในลําไส้เรายังผลิตวิตามินอีกหลายชนิด รวมทั้งสังเคราะห์วิตามินจากหนึ่งในสามของสารเมแทบอไลต์ของเราด้วย วิตามินบี (โดยเฉพาะปี 6 และปี 5) ไนอะซิน ไบโอติน โฟเลต และวิตามินเค ถูกผลิตโดยจุลินทรีย์ แต่น่าเสียดายที่มันไม่ได้มีประโยชน์มากนักหากไม่รวมกับฮอร์โมนในกระเพาะอาหารเพื่อให้ดูดซึมได้อย่างเหมาะสม

วิตามินบางชนิดอย่างโฟเลต หรือบี 12 อาจให้ผลที่คาดไม่ได้ ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ได้รับ โดยเปลี่ยนแปลงการแสดงออกของยีน วิตามินอื่นๆ อย่างเช่นวิตามินเอมีความสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน หากขาดวิตามินเอก็จะส่งผลกระทบอย่างมาก เมื่อตัวรับสัญญาณในลําไส้ตรวจพบว่าร่างกายขาดวิตามินก็จะทําให้จุลินทรีย์ของเราเกิดการเปลี่ยนแปลง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งลดจํานวนแบคทีเรียที่มีลักษณะเป็นเส้นยาว | ฟิลาเมนเชียส (filamentous) ซึ่งช่วยปกป้องร่างกาย ส่งผลให้เกิดการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันและการอักเสบ

ดังนั้นการรักษาระดับวิตามินให้อยู่ในเกณฑ์ปกติจึงเป็นเรื่องที่สําคัญทั้งต่อตัวเราและจุลินทรีย์ของเรา การกินอาหารที่ได้สมดุลรวมถึงผักผลไม้สดเป็นประจําและเนื้อสัตว์บ้างบางครั้ง จะช่วยรักษาระดับวิตามินในร่างกายได้ 99 เปอร์เซ็นต์ แต่คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อเช่นนั้น วิตามินรวมเสริมอาหารผลิตออกจําหน่ายครั้งแรกในทศวรรษ 1940 และตลาดก็เติบโตอย่างต่อเนื่องนับแต่นั้นมา คนอังกฤษประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์และคนอเมริกัน 50 เปอร์เซ็นต์กินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นประจํา ธุรกิจดังกล่าวมีมูลค่าทางการตลาดถึง 700 ล้านปอนด์ในสหราชอาณาจักร และประมาณ 30,000 ล้านดอลลาร์ในสหรัฐอเมริกา ถ้าคุณไม่ได้ถือหุ้นในบริษัทเหล่านี้ นี่จะยังเป็นเรื่องที่ดีอยู่หรือเปล่า

ในอดีต ข้อมูลที่เราได้รับเกี่ยวกับประโยชน์ของวิตามินมาจากคําแนะนําของคนเฒ่าคนแก่จากเรื่องเล่า และจากสิ่งที่เราเข้าใจเอาเองว่าเป็นสรรพคุณของพืช หรือจากการขยายความเป็นจริงของกรณีขาดวิตามินรุนแรง อย่างเช่น โรคลักปิดลักเปิด (ซึ่งเกิดจากการขาดวิตามินซี) หรือโรคกระดูกอ่อน (ขาดวิตามินดี) จากนั้นก็มีการทํางานวิจัยเชิงสังเกตการณ์ระยะสั้นและงานวิจัยในหลอดทดลองเล็กน้อยซึ่งไม่ได้น่าเชื่อถือมากมายอะไร แต่แน่นอนว่ากระตุ้นยอดขายได้ และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างทบทวี

อย่างที่เราเคยได้ยินมาแล้วในบริบทอื่นๆว่าผักผลไม้ช่วยป้องกันมะเร็งและโรคหัวใจ ถ้าอย่างนั้นสารประกอบที่นักวิทยาศาสตร์คิดว่ามีความสําคัญอย่างแคโรทีน (carotene) ก็น่าจะช่วยได้เหมือนกันใช่ไหม ในทศวรรษ 1990 มีงานวิจัยด้านระบาดวิทยาเชิงสังเกตการณ์มากมายที่ทําอย่างละเอียดในสหรัฐอเมริกา โดยติดตามผู้ประกอบอาชีพด้านสาธารณสุข พบว่าการกินสารต้านอนุมูลอิสระเสริมอาหารอย่างเช่น วิตามินอี มีความสัมพันธ์กับอัตราความเสี่ยงของโรคหัวใจที่ลดลง สื่อทั่วโลกรายงานความสัมพันธ์นี้ราวกับเป็นเหตุและผลที่ตามกันมา แล้วทุกคนก็แห่กันไปซื้อสารต้านอนุมูลอิสระมากิน

 

วิตามินบางชนิดอาจก่อมะเร็ง

วิตามินบางชนิดอาจก่อมะเร็ง

ในที่สุดคําบอกเล่า งานวิจัยเชิงสังเกตการณ์ และคํากล่าวอ้างทางการตลาด ก็ถูกนํามาทดสอบในงานทดลองแบบสุ่มอย่างเหมาะสมในช่วงกลางทศวรรษ 2000 โดยการศึกษาวิตามินต้านอนุมูลอิสระที่เป็นที่นิยมที่สุด โดยเฉพาะแคโรทีน ซีลีเนียม และวิตามินอี งานวิจัยไม่พบคุณประโยชน์ใดๆสําหรับโรคหัวใจ และอันที่จริงแล้ว ยังพบความเสี่ยงของโรคมะเร็งและภาวะหัวใจล้มเหลวที่เพิ่มขึ้นด้วยในกลุ่มที่กินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเหล่านี้ สิ่งนี้ส่งผลให้ยอดขายตกลงเล็กน้อยแต่ก็เพียงชั่วระยะหนึ่ง นี่เป็นอีกครั้งที่งานวิจัยด้านระบาดวิทยาเชิงสังเกตการณ์เหล่านี้ เช่นเดียวกับกรณีเกี่ยวกับโรคอื่นๆอีกมากมาย สร้างความเข้าใจผิดอย่างมากในแง่ของอคติ ในงานวิจัย ยกตัวอย่างเช่น คนที่กินวิตามินอีเสริมอาหารอาจมีฐานะดีกว่า ได้รับความรู้มากกว่า ผอมกว่า ดื่มน้อยกว่า และอาจกินผักผลไม้มากกว่า เป็นต้น

เมื่อไม่นานมานี้ ประโยชน์ของวิตามินรวมถูกประเมินและรายงาน โดยได้รับความสนใจอย่างมากจากมวลชน รายงานดังกล่าวประกอบด้วยงานวิเคราะห์อภิมาน จากงานวิจัยที่มีอยู่กว่า 27 งาน และงานวิจัยขนาดใหญ่ที่ได้มาตรฐานและเป็นแบบสุ่ม ล่าสุดอีกสองงานทั้งหมดรวมกันมีกลุ่มตัวอย่างเกือบครึ่งล้านคน ผลสรุปที่ได้ดูน่า เชื่อถือ กล่าวคือไม่พบประโยชน์ใดๆต่อสุขภาพ ข้อสรุปของผู้เชี่ยวชาญคือหลักฐานทั้งหมดที่มีนั้นผิดพลาด การกินเบต้าแคโรทีน วิตามินอี และวิตามินเอเสริมอาหารในปริมาณสูงเป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างแน่นอน ส่วนสารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆ เช่น กรดโฟลิกและวิตามินบี รวมทั้งวิตามินรวมและแร่ธาตุเสริมอาหารก็ไม่มี ประสิทธิภาพในการป้องกันการเสียชีวิตหรือการเป็นโรคที่เกิดจากโรคเรื้อรัง

น้ำมันปลาแคปซูลซึ่งประกอบด้วยไขมันโอเมก้า-3 ถูกทําการตลาดว่ารักษาภาวะพร่องวิตามินในปัจจุบันได้ทุกอย่าง ทั้งที่เกิดจากอาหาร วิถีชีวิต รวมทั้งรักษา โรคข้ออักเสบ แม้จะมีการโฆษณาเกินจริงและมีการสนับสนุนโดยบรรดาเซเล็บ และแม้ว่าจะมีโอเมก้า-3 ที่เหมาะสม มันก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับความจํา ไอคิว หรือ การขาดสมาธิเลย งานวิจัยขนาดใหญ่หลายงานที่ติดตามผู้ป่วย 12,000 คน ที่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจสูงก็รายงานว่าโอเมก้า-3 ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแต่อย่างใด ดังที่เรารู้กันมาก่อนหน้านี้แล้วว่า การชวนเชื่อที่เปลี่ยนจากโอเมก้า-3 เป็นโอเมก้า-6 นั้นผิดที่ผิดทาง และงานทดลองขนาดใหญ่อื่นๆในปัจจุบันก็แสดงให้เห็นว่าน้ำมันปลาไม่สามารถป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อม อัลไซเมอร์ และมะเร็งต่อมลูกหมากได้

วิตามินซีเป็นวิตามินที่ใช้กันมากที่สุดในหลายประเทศ ด้วยความคาดหวังจะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงของโรคหวัด อย่างไรก็ตาม งานทดลองที่เหมาะสมแสดงให้เห็นว่าวิตามินซีไม่มีผลใดๆในการป้องกันหวัด มะเร็ง หรือโรคใดๆ มีงานวิจัยเล็กน้อยที่แสดงให้เห็นว่าวิตามินซีและสังกะสีเสริมอาหารอาจลดอาการหวัดได้ครึ่งวันหากกินตั้งแต่เนิ่นๆ แต่การกินส้มหรือบรอกโคลี่ก็อาจให้ผลแบบเดียวกัน

ยาส่วนใหญ่ที่หมอสังถูกกดทิ้งลงชักโครก ร่างกายเราได้รับจริงๆไม่ถึง 50  เปอร์เซ็นต์ แม้แต่ในโรคที่ร้ายแรง พบว่าคนไข้หลายรายที่ปฏิเสธการรักษาด้วยยาแต่ถ้าคุณเรียกยาว่า “วิตามิน” คนไข้บางคนจะรู้สึกกระตือรือร้นที่จะกิน แม้ว่ามันจะไม่ได้ผลก็ตาม นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “ความเชื่อมั่นในวิตามิน” ไม่มีคุณประโยชน์ ที่พิสูจน์ได้ในคนที่ไม่ป่วย และอันที่จริงแล้ว หลักฐานเท่าที่มีในตอนนี้ก็ชี้ให้เห็นว่าการกินวิตามินเสริมอาหารเป็นประจํา โดยเฉพาะในปริมาณมาก มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ

ยกตัวอย่างเช่น การกินโฟเลตมากเกินไปกลายเป็นเรื่องที่พบบ่อยมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งนํามาเสริมในขนมปังและอาหารอื่นๆเป็นประจําอยู่แล้ว แหล่งหลักของโฟเลตมาจากการกินผักใบเขียวและผลไม้ โดยทั่วไปแล้วเรามักคิดว่าการกินโฟเลตเสริมอาหารไม่ก่อให้เกิดปัญหาใดๆในผู้ใหญ่ และไม่มีปริมาณสูงสุดที่กําหนดไว้ งานวิจัย (แน่นอนว่าเป็นเชิงสังเกตการณ์) ชี้ว่าการกินโฟเลตมากขึ้นจะช่วยป้องกันโรคหัวใจ และอาจป้องกันมะเร็ง รวมทั้งเพิ่มโอกาสการมีบุตรด้วย และผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็อยากให้เติมมันลงในอาหารทุกชนิด หรือใส่ลงในน้ำประปา

แต่งานวิจัยด้านพันธุศาสตร์เกี่ยวกับโฟเลตในปี 2012 แสดงให้เห็นว่าเรื่องโฟเลตป้องกันโรคหัวใจนั้นไม่มีมูลเลย มีการทดลอง 12 งานเกี่ยวกับกรดโฟลิกเสริมอาหาร เพื่อค้นหาความเป็นไปได้ในการต้านมะเร็ง แต่งานวิเคราะห์อภิมานสรุปออกมาว่าไม่มีประโยชน์ใดๆ

หญิงตั้งครรภ์หรือกําลังเตรียมตัวจะตั้งครรภ์ถือเป็นกรณีพิเศษ และในประเทศส่วนใหญ่ก็ได้รับคําแนะนําให้กินโฟเลตเสริมอาหารประมาณวันละ 2-5 มิลลิกรัม เพราะมีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือแสดงให้เห็นว่าการเสริมโฟเลตช่วยลดความเสี่ยงของความบกพร่องในกระดูกสันหลัง (spina bifida – ช่องในกระดูกสันหลังของตัวอ่อนไม่ปิดในช่วงสัปดาห์ที่ 27 ของอายุครรภ์) และความพิการแต่กําเนิดอื่นๆ ประโยชน์ของการกินเสริมจะได้ผลดีที่สุดในผู้ที่มีระดับโฟเลตต่ำซึ่งเป็นผลจากการกินที่ไม่ดี หรือในกรณีนี้คือขาดผักและผลไม้สด แนวทางนี้มีหลักฐานทาง วิทยาศาสตร์ที่ดีและอัตราอุบัติการณ์พิการแต่กําเนิดก็ลดลง อันเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ด้านสุขภาพมวลชนที่ประสบความสําเร็จนี้

แต่จะเกิดอะไรขึ้นหากผู้หญิงที่มีระดับโฟเลตสูงอยู่แล้วกินโฟเลตเสริมอาหารในปริมาณสูง หรือถ้าผู้หญิงเหล่านี้ยังคงกินโฟเลตต่อไปในระยะยาวหลังช่วงอายุครรภ์ 27 สัปดาห์ไปแล้ว ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นบ่อย หลายคนเชื่ออย่างผิดๆว่า ยิ่งกินวิตามินมากก็ยิ่งได้ประโยชน์ หญิงตั้งครรภ์ขี้กังวลบางคนกินโฟเลตในปริมาณมากกว่าที่แนะนํา 5- 10 เท่า (กินเผื่อๆไว้ก่อน) มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าโฟเลตสามารถส่งผลต่อการแสดงออกของยีน โดยยับยั้งยีนที่ช่วยป้องกันโรคทั้งในแม่และทารก และการกินในปริมาณมากอาจส่งผลอื่นๆ เช่น เพิ่มความเสี่ยงโรคภูมิแพ้ โรคหืด และมะเร็งเต้านม (แต่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว)

งานวิเคราะห์อภิมานอื่นๆที่สรุปงานทดลองแบบสุ่มในคนไข้โรคหัวใจ 27,000 คน พบว่าโฟเลตเสริมอาหารปริมาณ 2-5 มิลลิกรัม ไม่มีคุณประโยชน์ใดๆต่อหัวใจ และชี้ว่าการกินโฟเลตมากเกินไป (เกินวันละ 5 มิลลิกรัม) อาจเพิ่มความเสี่ยงของหลอดเลือดหัวใจอุดตันซ้ำในบางคน ยังมีงานวิจัยอื่นๆที่แสดงให้เห็นว่าโฟเลตไม่มีประโยชน์ต่อภาวะมีบุตรยาก และถึงขนาดบ่งชี้ว่าอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะดังกล่าวด้วย เรายังไม่ทราบกลไกแน่ชัด และการเปลี่ยนแปลงการแสดงออกของยีนอาจเป็นปัจจัยสําคัญ ในการทดลองที่ให้แม่หนูกินโฟเลตเสริมอาหารปริมาณสูง พบว่าลูกของมันมีปัญหาสุขภาพมากมาย เช่น เบาหวาน และการสื่อประสาทในสมองเปลี่ยนแปลง

 

กินต้นอ่อนบรอกโคลี่หรือบรอกโคลีสกัดดี

กินต้นอ่อนบรอกโคลี่หรือบรอกโคลีสกัดดี

หลักฐานที่ชวนให้กังวลใจเกี่ยวกับโฟเลตส่วนใหญ่มาจากการทดลองในหนู ซึ่งอย่างที่เรารู้กันดีว่าไม่ใช่รูปแบบการทดลองที่ดีเสมอไป และบ้างก็เป็นหลักฐานที่มาจากงานวิจัยเชิงสังเกตการณ์ขนาดเล็กในมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ที่การกินโฟเลตมากเกินไปส่งผลต่อสุขภาพเป็นเรื่องจริง และน่าจะหมายรวมไปถึงวิตามิน ชนิดอื่นๆด้วย เรื่องนี้ยังเตือนให้เราตระหนักว่าวิตามินและกรดโฟลิกในรูปแบบสังเคราะห์นั้นอาจไม่ได้ให้ผลแบบเดียวกับการกินโฟเลตจากอาหารอย่างบรอกโคลีซึ่งไม่มีทางจะทําให้คุณได้รับโฟเลตมากเกินไป

งานวิจัยหนึ่งในปี 2012 เน้นความสนใจไปที่คําถามเดียวกันและแสดงผลในงานทดลองทางคลินิกว่า การให้กลุ่ม ตัวอย่างกินต้นอ่อนบรอกโคลีตามธรรมชาติหรือให้สารสกัดจากบรอกโคลีในรูปแคปซูลในปริมาณเท่ากันให้ผลที่แตกต่างกันมาก กลุ่มที่กินผลิตผลจากธรรมชาติพบพอลิฟีนอลมีประโยชน์ในเลือดและปัสสาวะในปริมาณมากกว่ากลุ่มที่กินวิตามินสังเคราะห์ถึง 4 เท่า

การที่แพทย์จ่ายจ่ายแคลเซียมและวิตามินดีเสริมอาหาร 1 กรัม ให้คนไข้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนโดยคิดว่ากําลังช่วยพวกเขานั้น เป็นความเชื่อนี้มีพื้นฐานมาจากงานวิจัยเก่าบางงานและความคิดตาม “สามัญสํานึก” ว่าแคลเซียมดีต่อกระดูก รวมทั้งความเชื่อที่ว่าควรให้การรักษาแบบเดียวกับที่ผลการทดลองแนะนําไว้เกี่ยวกับยาสําหรับกระดูกที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มีรายงานว่าคลินิกรักษาโรคกระดูกพรุนไม่เคยพบชาวแอฟริกันแท้ๆที่กระดูกหักเพราะโรคกระดูกพรุนสักคน จึงน่าแปลกใจมากที่คนส่วนใหญ่ในโลกที่ไม่ได้ดื่มนมและกินแคลเซียมเสริมอาหารเพียงแค่เศษเสี้ยวของที่ชาวตะวันตกกิน กลับมีภาวะกระดูกหักน้อยกว่า แม้ว่าจะไม่ได้กินวิตามินเสริมใดๆเลยก็ตาม

ผลจากการรณรงค์ต่อต้านไขมันในทศวรรษ 1980 ทําให้ชาวตะวันตกหลายคนได้รับคําแนะนําให้หยุดหรือลดการบริโภคผลิตภัณฑ์จากนม เมื่อผู้ป่วยพูดเรื่องนี้กับหมอ หมอก็จะแก้ปัญหาด้วยการจ่ายแคลเซียมเพิ่มให้ ในความเป็นจริงแล้ว มันกลับกลายเป็นว่า ชาวยุโรปที่กินแคลเซียมชนิดเม็ดเป็นประจํามีผนังหลอดเลือดแดงที่แข็งกว่าเพราะเต็มไปด้วยตะกอนแคลเซียม ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองซึ่งพวกเขาพยายามจะหลีกเลี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

ประเด็นนี้ยังเป็นที่โต้แย้งระหว่างมุมมองที่ฝังรากลึกของทั้งสองฝ่าย และบุคลากรที่ทําการรักษาก็มักเป็นคนสุดท้ายที่จะยอมเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทํามาตลอดชีวิต ทั้งๆที่อาจมีความเสี่ยง และขาดหลักฐานที่ยืนยันถึงประโยชน์ในการป้องกันกระดูกหัก อย่างไรก็ตาม หากบุคลากรที่ให้การรักษาอย่างผมหยุดให้วิตามินเสริมอาหารแล้วสามเดือนต่อมาปรากฎว่าคนไข้หกล้มกระดูกหัก ทุกคนก็จะโทษว่าหมอโง่ เรื่องนี้ก็ไม่ต่างจากเวลาที่หมอตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกว่าจะหยุดจ่ายยาปฏิชีวนะให้คนไข้ดีหรือไม่

แต่โชคดีที่มุมมองและคําแนะนํากําลังจะเปลี่ยนไป และปัจจุบันการเสริมแคลเซียมและวิตามินดีเป็นประจําก็ค่อยๆกลายเป็นแนวทางที่ไม่แนะนํา และเปลี่ยนมาใช้เป็นแนวทางสําหรับผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงแทน สื่อมักนําเสนอว่าร่างกายได้รับวิตามินดีจากแสงแดดเป็นหลัก และจากอาหารในปริมาณที่น้อยกว่า อย่างเช่น ปลาที่มีกรดไขมันจําเป็นสูง (oily fish) ไข่ ผลิตภัณฑ์จากนม และเห็ดบางชนิด

การมีวิตามินดีในระดับต่ำถูกงานวิจัยเชิงสังเกตการณ์เพื่อนเก่าของเรานํามาเชื่อมโยงกับความเสี่ยงของโรคที่รู้จักกันทั่วไปหลายโรค อย่างเช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรค ปวดกล้ามเนื้อ (fibromyalgia) และโรคเอ็มเอส (multiple sclerosis – โรคปลอกประสาทอักเสบ) ตลอดจนภาวะซึมเศร้า และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เรื่องนี้ไม่น่าเป็นไปได้ในทุกกรณี เนื่องจากการสํารวจระดับวิตามินดีในประชากรมักพบภาวะพร่องวิตามินดีถึงหนึ่งในสาม ส่งผลให้มีการแนะนําวิตามินดีเป็นวิตามินเสริมในหลายๆสถานการณ์อย่างกว้างขวาง ราวกับมันเป็นยาครอบจักรวาล

 

แสงแดดดีกว่าวิตามินเสริม

แสงแดดดีกว่าวิตามินเสริม

คําแนะนําที่เข้าท่าที่สุดหากคุณอยากแก้ไขภาวะขาดวิตามินดีคือไปนั่งอาบแดดวันละ 10-15 นาที โดยให้ถูกแดดแค่เฉพาะหน้าและแขน หรือในหน้าหนาวก็ให้กินปลาที่มีไขมันสูง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ค่อยมีใครแนะนํากันหรอก และหมอก็จะจ่ายวิตามินเสริมแทน ทั้งนี้เพราะพวกเรากลัวแสงแดดกันมากเกินไป และความกลัวนี้ก็ยังถูกทําให้ ฝังรากลึกโดยองค์กรการกุศลโรคมะเร็งและบริษัทผลิตครีมกันแดด

คําแนะนํานี้มาจากงานวิจัยทางระบาดวิทยาเชิงสังเกตการณ์ที่ล้าสมัยเกี่ยวกับโรคมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา (skin melanoma) ทุกๆฤดูใบไม้ผลิ มวลชนจะได้รับคําเตือนเรื่องแสงแดดเป็นสาเหตุของเมลาโนมา ความจริงก็คืองานวิจัยเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการถูกแดดเผาเป็นประจํามีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งผิวหนังเมลาโนมาที่เพิ่มขึ้นเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ หรือพูดอีกอย่างก็คือการถูกแสงแดดมากเกินไปเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งผิวหนังอย่างมากที่สุดก็ไม่ถึงหนึ่งในสี่ และความเสี่ยงเล็กน้อยนี้ยังต้องปรับตามประเภทผิวของแต่ละคน สีผิวเข้มหรืออ่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่กําหนดโดยยีน สรุปคือยีนและความโชคร้ายคือสาเหตุหลักของเมลาโนมาไม่ใช่ แสงแดด

อย่างไรก็ตาม แพทย์ผิวหนังส่วนใหญ่มักจะบอกให้ผู้ป่วยเมลาโนมาหลีกเลี่ยงแสงแดดทุกวิถีทาง แต่ความย้อนแย้งก็คือ การมีวิตามินดีในระดับต่ำและการไม่ได้รับแสงแดดต่างหากที่ทําให้โรคมะเร็งผิวหนังมีแนวโน้มที่จะกลับมาใหม่

ทุกวันนี้เราให้ความไว้วางใจในตัวหมอและวิตามินชนิดเม็ดมากกว่าทางเลือกที่เป็นธรรมชาติอื่นๆ เช่น ปลาที่มีไขมันสูง หรือแสงแดด ทั้งที่โดยทั่วไปแล้วมันเป็นทางเลือกที่ดีกว่า การทดลองแบบสุ่มที่กําหนดระยะเวลาสองปีเกี่ยวกับวิตามินดีเสริมอาหารในฝาแฝดเพศหญิงที่มีวิตามินดีต่ำบอกเราว่า ไม่พบความแตกต่างใดๆระหว่างกระดูกของฝาแฝดที่กินวิตามินกับคู่แฝดของตนที่กินยาหลอก แต่งานวิจัยขนาดเล็กอื่นๆส่วนใหญ่ที่ไม่ได้คํานึงถึงเรื่องยืนแสดงให้เห็นความแตกต่าง อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานนี้ความจริงก็เปิดเผยขึ้นเมื่องานวิเคราะห์ อภิมานที่สรุปงานทดลองกว่า 50 งาน และมีกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยซึ่งกินวิตามินดีเสริมรวมทั้งสิ้นกว่า 95,000 คน พบว่าไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือใดๆที่ยืนยันว่าวิตามินดีเสริมอาหารช่วยลดอัตราการเสียชีวิตหรือภาวะกระดูกหัก

บางงานวิจัยถึงขนาดแสดงให้เห็นผลที่ขัดแย้ง กล่าวคือพบว่าการฉีดวิตามินดีในปริมาณสูงนานๆครั้งทําให้ความเสี่ยงของการเสียชีวิตและภาวะกระดูกหักเพิ่มขึ้น ภาวะวิตามินดีในร่างกายต่ำบางกรณีที่เราเห็นในกลุ่มประชากรในปัจจุบันอาจเป็นตัวบ่งชี้ถึงภาวะทุพโภชนาการ หรือการขาดกิจกรรมกลางแจ้ง มากกว่าที่จะบ่งชี้ถึงการเกิดโรค และเรื่องนี้จําเป็นต้องแก้ไขให้ถูกต้อง ที่น่าสนใจก็คืองานวิจัยในชาวเดนส์ 100,000 คนเมื่อไม่นานนี้ซึ่งตรวจวัดยีนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างวิตามินดีธรรมชาติ โดยเป็นงานวิจัยแบบสุ่มปราศจากอคติที่มีชื่อว่า Mendelian แสดงให้เห็นว่าวิตามินดีที่เหมาะสม (ได้จากธรรมชาติ) ซึ่งควบคุมยีนสามารถลดอัตราการเสียชีวิตโดยเฉพาะจากโรคมะเร็งได้ ซึ่งต่างจากวิตามินดีสังเคราะห์ที่งานวิเคราะห์อภิมานชี้ว่าไม่มีประโยชน์ต่อการลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งและการเสียชีวิต

แม้ว่าการกินวิตามินเสริมอาหารยังขาดหลักฐานสนับสนุนเรื่องประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ก็ยังมีข้อยกเว้นอยู่บ้างแม้จะไม่ค่อยพบ ยกตัวอย่างเช่น การได้รับวิตามินเสริมสําหรับดวงตา 2 ชนิด คือ ลูทีน (lutein) และซีแซนทิน (zeaxanthin) ในปริมาณที่เหมาะสม พบว่าช่วยป้องกันหรือชะลอการสูญเสียการมองเห็นจากโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ในการทดลองระยะยาว ปริมาณและอัตราส่วนที่เหมาะสมเป็นเรื่องสําคัญมาก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโทษ

ร่างกายของเราสามารถค่อยๆดึงวิตามินอย่างแคลเซียมจากอาหารที่เรากินโดยทั่วไปได้ เช่น ชีส นม บรอกโคลี หรือน้ำแร่อิตาลี แต่ไม่สามารถจัดการกับวิตามินสังเคราะห์ที่ซัดเข้ามาอย่างปุบปับในกระเพาะอาหาร ฮอร์โมนหลายชนิด เช่น พาราไทรอยด์ อาจส่งผลกระตุ้นการสร้างกระดูก (ในส่วนที่ไม่ควรสร้าง) ขึ้นในร่างกายหากได้รับวิตามินสังเคราะห์ปริมาณมากในครั้งเดียว ตรงข้ามกับการให้ร่างกายได้รับวิตามินอย่างช้าๆในรูปแบบที่เป็นธรรมชาติระหว่างวัน ผลดังกล่าวน่าจะใช้ได้กับกรณีของวิตามินอื่นๆอีกหลายชนิดที่ร่างกายได้รับในรูปแบบสังเคราะห์แทนที่จะเป็นรูปแบบธรรมชาติ

เรามีความเข้าใจน้อยมากเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างจุลินทรีย์ในลําไส้กับวิตามิน โดยเฉพาะเมื่อได้รับในปริมาณที่สูงมาก มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าวิตามินบี 12 มีผลต่อชุมชีพจุลินทรีย์ รวมทั้งวิตามินชนิดอื่นๆก็มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบเหมือนกัน ผลข้างเคียงบางประการของการได้รับวิตามินสังเคราะห์อาจเกิดจากกลไกที่เกี่ยวข้องในส่วนนี้

บทสรุปคือ ถ้าคุณไม่ได้มีภาวะขาดวิตามินหรือมีรูปแบบการกินที่ผิดจากปกติ วิตามินก็ไม่ได้ช่วยอะไร และอาจเป็นอันตรายต่อตัวคุณและจุลินทรีย์ของคุณด้วยซ้ํา เก็บกวาดตู้ยาเสียแล้วเริ่มต้นใหม่ และอย่าวางใจอาหารแปรรูปที่ระบุว่า “เสริมวิตามิน” ซึ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าเราจะมีข้อมูลที่ดีกว่านี้เกี่ยวกับความเสี่ยงของมัน ความหมกมุ่นในแนวทางแบบนักลดทอนนิยมที่แยกองค์ประกอบวิเศษอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาแล้วบอกว่าสามารถรักษาอาการป่วยได้ เป็นภาพที่วาดไว้อย่างสวยหรูเพราะความลุ่มหลงในวิตามินของเรา ซึ่งสุดท้ายก็มีจุดจบไม่ดี คุณและลูกๆของคุณควรให้ความสําคัญกับการกินอาหารจริงๆแทนจะดีกว่า ซึ่งหากกินได้หลากหลายพอ คุณก็จะได้รับวิตามินส่วนใหญ่ที่ร่างกายต้องการ ส่วนวิตามินที่เหลือ ร่างกายจะสามารถสร้างเองได้ตามธรรมชาติร่วมกับจุลินทรีย์ที่แข็งแรงของคุณ