ว่าด้วยเรื่องของการดื่มไวน์ ปริมาณมากน้อยแค่ไหนถึงจะดีต่อสุขภาพ?

ว่าด้วยเรื่องของการดื่มไวน์ ปริมาณมากน้อยแค่ไหนถึงจะดีต่อสุขภาพ? คลิกไปที่บทความ แล้วตามไปดูคำตอบกันด่วน!

ไวน์ตามิน

ในปี 1965 ชายหญิงชาวฝรั่งเศสดื่มไวน์เกือบ 5 ขวดต่อสัปดาห์ ในช่วงทศวรรษ 1970 ภาพที่เห็นจนเจนตาในเวลาเช้าตามสถานีบริการริมถนนคือ คนขับรถบรรทุกดื่มคอนญักหนึ่งแก้ว ปัจจุบันกฎข้อบังคับและกติกาในสังคมมีความเคร่งครัดขึ้น การดื่มไวน์จึงค่อยๆลดลงเหลือหนึ่งในสี่ของในอดีต เช่นเดียวกับอัตราการเสียชีวิต บนท้องถนนและการเป็นโรคตับแข็ง ชาวฝรั่งเศสยังคงอยู่ในอันดับต้นๆของชนชาติที่ดื่มไวน์ ซึ่งปัจจุบันดื่มน้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 ขวดต่อคน และเป็นรองเพียงแค่เหล่าชายดื่มหนักที่ชอบแต่งตัวด้วยเสื้อคลุมกับถุงน่องแถววาติกัน ทุกวันนี้ ชาวฝรั่งเศสได้รับอันตรายจากการดื่มเบียร์มากกว่าดื่มไวน์ คนหนุ่มสาวซื้อไวน์ดื่มกันน้อยลง และแนวโน้มนี้ก็กําลังมีให้เห็นในประเทศที่เชี่ยวชาญเรื่องไวน์อื่นๆอย่างอิตาลีและสเปนด้วย

แม้ว่าไวน์แดงจะช่วยป้องกันโรคหัวใจได้อย่างแน่นอน แต่ผลของมันก็ไม่ได้มากมายนัก และไม่อธิบายความแตกต่างทางสถิติของประเทศที่ดื่มไวน์ วัฒนธรรมอาจมีส่วนในเรื่องนี้ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคุณอาจมีความสําคัญ ไม่ว่าจะดื่มเป็นประจํา ดื่มเพื่อผ่อนคลาย หรือดื่มได้ตลอดแบบชาวฝรั่งเศส ก็ดูเหมือนจะเป็นรูปแบบที่ปกป้องสุขภาพ ตรงข้ามกับการดื่มแบบจัดหนักที่เดียวในช่วง “แฮปปี้อาวร์” คืนวันศุกร์แบบที่ชาวอังกฤษหลายคนชอบทํา ซึ่งส่งผลให้ประเทศสูญเสียมูลค่าการผลิตกว่า 20,000 ล้านปอนด์

งานวิจัยต่างๆยังไม่ชี้ชัดเจนว่าประสิทธิผลในการปกป้องสุขภาพของแอลกอฮอล์จํากัดอยู่เฉพาะไวน์แดงเท่านั้น บางงานแสดงให้เห็นว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดให้ผลเหมือนกันและรวมถึงเบียร์ด้วย ซึ่งทําให้ชาวอังกฤษที่รักสุขภาพสามารถดื่มดํากับเบียร์ปริมาณมากได้ตามสบาย แต่น่าเสียดายที่เบียร์ไม่ได้มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างที่คาดไว้ ถ้าไม่นับรวมคุณประโยชน์ด้านสุขภาพที่เบียร์เก่าแก่อย่างกินเนสส์เคยอ้างไว้

เบลเยี่ยมเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงเรื่องช็อกโกแลตและเบียร์พื้นบ้าน ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างแท้จริงตั้งแต่หลังยุคปฏิวัติฝรั่งเศสเมื่อนักบวชที่หลบหนีต้องการดื่มเพื่อลืมความทุกข์ คุณสามารถซื้อเบียร์มากกว่าพันชนิดได้จากคาเฟที่ขายเบียร์โดยเฉพาะ เบียร์ส่วนใหญ่มีแก้วเฉพาะของแต่ละชนิดและมีส่วนประกอบหลากหลายรวมไปถึงผลไม้ด้วย นักวิจัยในเบลเยียมง่วนอยู่กับการหาประโยชน์ด้านสุขภาพที่น่าจะเป็นไปได้ของพอลิฟีนอลจากเบียร์หลายชนิด และพวกเขายังเชื่อว่ายีสต์และพรีไบโอติกอย่างอินูลิน รวมถึงองค์ประกอบอีกนับไม่ถ้วน และสารเมแทบอไลต์อีกนับพันอาจส่งผลดีต่อจุลินทรีย์ในลําไส้

เบียร์มีระดับความแรงที่หลากหลาย ตั้งแต่แรงที่สุด มีแอลกอฮอล์ 11 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคล้ายกับไวน์ และมีชื่อที่ฟังดูดีต่อสุขภาพว่า Delirium Tiemens และ Mort Subite (Sudden Death) ไปจนถึงเบียร์ที่อ่อนมากๆ ซึ่งเคยเสิร์ฟในมื้อเย็นตามโรงเรียนจนกระทั่งถึงช่วงทศวรรษ 1980 ในปัจจุบันที่กระแสต้านน้ำอัดลมในโรงเรียนกําลังมาแรง บางทีกระแสดื่มเบียร์อ่อนๆอาจกลับมา

แม้ว่าหลักฐานทางระบาดวิทยาจะยังไม่ชัดเจน และคนดื่มไวน์หลายคนบางครั้งก็ดื่มเบียร์ด้วย จึงมีเหตุผลอื่นๆที่ชวนให้สงสัยว่าไวน์แดงอาจมีคุณสมบัติบางอย่างที่ส่งเสริมสุขภาพ องุ่นมีพอลิฟีนอลสูง จากการตรวจหาครั้งล่าสุดดีต่อสุขภาพ 109 ชนิด รวมไปถึงฟลาโวนอยด์ และสารที่กําลังเป็นที่นิยมสูง เรสเวอราทรอล (resveratrol) ซึ่งนํามาจําหน่ายทํากําไรในรูปของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสําหรับผู้ที่ไม่ดื่ม

เรสเวอราทรอล พบในองุ่น ถั่วลิสง และเบอร์รี่บางชนิด มีผลต่อร่างกายมากมายและสามารถควบคุมการแสดงออกของยีนหลายตัวด้วย หากคุณเชื่องานวิจัยและข่าวตามสื่อทั้งหมด คุณก็จะเห็นว่ามันมีข้อดีมหาศาล เช่น เพิ่มอายุขัย และลดโรคหัวใจ โรคสมองเสื่อม และโรคมะเร็ง งานวิจัยที่ทําอย่างเคร่งครัดเป็นเวลายี่สิบปีพบว่า การได้รับเรสเวอราทรอลปริมาณมากหรือเทียบเท่ากับดื่มไวน์ วันละ 6 ขวด ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ แต่นั้นเป็นผลการทดลองในหนู แม้จะมีการทดลองในสัตว์ฟันแทะและหลอดทดลองอีกนับร้อย แต่ก็ยังมีความสับสนเกี่ยวกับปริมาณเรสเวอราทรอลที่เหมาะสม

เพราะมนุษย์ต่างจากหนูในแง่ของการเผาผลาญแอลกอฮอล์และเรสเวอราทรอล เราจึงจําเป็นต้องมีงานวิจัยที่ทําในมนุษย์ แต่น่าเสียดายที่ข้อมูลในมนุษย์กลับชวนให้ผิดหวังทั้งในแง่ของคุณภาพงานวิจัยและผลการวิจัย ปัญหาหนึ่งก็คือ เรสเวอราทรอล ไม่พร้อมที่จะถูกดูดซึมจากลําไส้เข้าสู่กระแสเลือด ดังนั้นเราจึงต่างจากหนูตรงที่ไม่สามารถรับเรสเวอราทรอลที่ต้องการในปริมาณมากเข้าสู่กระแสเลือดได้ มีงานวิจัยขนาดเล็กมากบางงานที่ชี้ให้เห็นประโยชน์ในระยะสั้น แต่เมื่อเพิ่มปริมาณเรสเวอราทรอลมากกว่าวันละ 1 กรัม ก็เกิดผลข้างเคียงทั่วไปอย่างอาการท้องเสีย และเมื่อเพิ่มปริมาณมากขึ้นอีกก็พบว่าทําให้เกิดพิษต่อไตในกลุ่มตัวอย่างบางคน ดังนั้นจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานที่ชี้ว่าดีสําหรับมนุษย์

 

จุลินทรีย์ในลําไส้เราชอบดื่มใหม

จุลินทรีย์ในลําไส้เราชอบดื่มใหม

งานวิจัยที่ทําอย่างละเอียดเกี่ยวกับดีเอ็นเอของจุลินทรีย์ในลําไส้ของอาสาสมัครชาวอเมริกัน 98 คน พบว่า นอกจากขนาดตัวและไขมันในอาหารแล้ว หนึ่งในปัจจัยหลักจากอาหารที่ส่งผลต่อชุมชีพจุลินทรีย์ในลําไส้คือการดื่มไวน์แดง ข้อมูลล่าสุดจากกลุ่มตัวอย่างประมาณ 3,000 คนที่ร่วมใน American Gut Project ภายใต้การ ดําเนินการของ ร็อบ ในต์ แสดงให้เห็นว่าคนที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจํานั้นมีความหลากหลายของจุลินทรีย์เพิ่มขึ้นมากซึ่งเราเชื่อว่ามีผลดีต่อสุขภาพ แต่ทีมวิจัยไม่สามารถแยกได้ว่ามันเป็นผลจากไวน์หรือเบียร์บัดไวเซอร์กันแน่ ดังนั้น ความเชื่อมโยงกับจุลินทรีย์อาจเกิดกับแอลกอฮอล์เอง สารเคมีในองุ่น หรือเบียร์ก็ได้ ซึ่งยากที่จะระบุได้จากงานวิจัยเชิงสังเกตการณ์

งานวิจัยในสเปนงานหนึ่งซึ่งได้รับอนุญาตจากกรรมการจริยธรรมงานวิจัย ใช้อาสาสมัครที่กระตือรือร้น 10 คน ซึ่งยินดีจะดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจําโดยได้รับเงินตอบแทน พวกเขาต้องทดลองดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 3 ชนิดในช่วงเวลา 3 เดือน ได้แก่ ไวน์แมร์โลต์ (Merlot) ของสเปนวันละ 2 แก้ว ไวน์แมร์เลต แอลกอฮอล์ตํา (0.4 เปอร์เซ็นต์) วันละ 2 แก้ว และเหล้ายินวันละ 2 ช็อต ทีมวิจัยตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ และผลที่ได้ก็แสดงให้เห็นความหลากหลายของจุลินทรีย์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจัดว่าเป็นผลดีสําหรับทั้งสามกลุ่ม

สองกลุ่มที่ดื่มไวน์ (ไม่รวมกลุ่มที่ดื่มยิน) แสดงการเพิ่มขึ้นของสายพันธุ์หลักบางสายพันธุ์ที่เพิ่มขึ้นมากเป็นพิเศษคือแบคทีเรียเพื่อนเก่าของเรา ไบฟิโดแบคทีเรียและพรีโวเทลลา ทั้งยังช่วยลดไขมันในเลือดและการอักเสบด้วย การทดลองนี้ชี้ว่าส่วนประกอบที่ส่งผลดีคือพอลีฟีนอลในไวน์ ไม่ใช่แอลกอฮอล์ แต่แน่นอนว่าไม่สามารถแยกระหว่างประโยชน์จากเรสเวอราทรอล สารประกอบทางเคมีอื่นๆอีกนับร้อย และพอลิฟีนอลที่มีอยู่ 109 ชนิดได้ แม้จะเล่ากันเสมอว่าสมเด็จพระราชชนนีฯผู้ล่วงลับมีพระพลานามัยแข็งแรงและพระชนมายุยืนยาว เนื่องจากทรงดีมยินผสมโทนิกเป็นประจํา และหากพระองค์เติมมะกอกลงไปในเครื่องดื่มด้วยก็จะทําให้ได้รับพอลิฟีนอลเพิ่มมากขึ้น แล้วจุลินทรีย์ของพระองค์ก็น่าจะช่วยให้พระองค์มีพระชนมายุยืนยาวขึ้นอีก

กลุ่มที่วิจารณ์เรื่องประโยชน์ทางสุขภาพของเรสเวอราทรอลในไวน์แดงแย้งว่า ปริมาณเรสเวอราทรอลในไวน์แดงนั้นน้อยเกินกว่าที่จะก่อให้เกิดผลที่ชัดเจนได้ ยกเว้นแต่คุณจะดื่มไวน์วันละ 6 ขวด (ซึ่งมีผลข้างเคียงอย่างที่รู้กัน) นอกจากนี้ โดยส่วนใหญ่แล้วยังต้องเป็นไวน์แดงราคาถูกที่มีเชื้อราปนเปื้อนเล็กน้อยจึงจะมีเรสเวอราทรอลสูง และการดื่มไวน์แบบนี้ก็มีแนวโน้มทําให้คุณปวดศีรษะ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทําให้เรสเวอราทรอลเสริมอาหารกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ แม้แต่บริษัทเภสัชกรรมยักษ์ใหญ่ยังหลงเชื่อในสรรพคุณมหัศจรรย์ของสารประกอบเพียงตัวเดียวนี้ บริษัทยาระดับโลกอย่างแกล็กโซสมิธไคลน์ (GlaxoSmithKline) ซื้อกิจการของบริษัทยาเซอร์ทริส (Sirtris) ด้วยมูลค่า 720 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมีผลิตภัณฑ์หลักคือเรสเวอราทรอลที่อ้างว่าออกฤทธิ์ต่อเอนไซม์ชะลอวัย Sirt-1 แต่ในที่สุดผลิตภัณฑ์นี้ก็ไปไม่รอด

เมื่อลองมาคิดดูเกี่ยวกับปฏิกิริยาที่อาหารและจุลินทรีย์มีต่อกัน มันก็เป็นเรื่องไม่เข้าท่าเลยที่จะพยายามแยกโครงสร้างของสารเคมีออกมาทีละตัว พลังมหัศจรรย์ที่ซ่อนอยู่น่าจะมาจากองค์ประกอบทั้งหมดที่อยู่ในอาหารธรรมชาติและสารเคมีที่เป็นผลพลอยได้จากการเผาผลาญอีกนับพัน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่ออาหารมีปฏิกิริยาต่อกันและ ต่อจุลินทรีย์

แม้ว่าคุณอาจจะเชื่อได้ไม่สนิทใจนักในคุณประโยชน์ทางสุขภาพที่อาจเป็นไปได้ของแอลกอฮอล์ แต่ที่แน่ๆอะไรที่มากเกินไปย่อมไม่ดี ชาวอิตาลีและชาวไอริชโดยเฉลี่ยดื่มในปริมาณพอๆกันในแต่ละปี แต่ชาวไอริชได้รับผลเสียต่อสุขภาพมากกว่า นี่อาจเป็นผลมาจากพันธุกรรม แต่ก็อาจเป็นเพราะผลจากการกินอาหารเมดิเตอร์เรเนียนซึ่งมีอิทธิพลต่อจุลินทรีย์ด้วย มีงานวิจัยเล็กน้อยทั่วโลกที่ติดตามผลระยะสั้นของการดื่มแอลกอฮอล์เกินพอดีในกลุ่มอาสาสมัคร ซึ่งโดยทั่วไปเป็นนักศึกษาที่เงินไม่พอใช้ แต่ตามที่ จาโก คาปริโอ ซึ่งทํางานที่ Finnish Twin Resgistry บอก ปริมาณที่คณะกรรมการจริยธรรมอนุญาตให้สามารถให้ได้ในโรงพยาบาล พร้อมกับมีมาตรการความปลอดภัยอย่างเต็มรูปแบบรองรับนั้น ยังไม่ถึงครึ่งของปริมาณที่นักศึกษาในเฮลซิงกิดื่มกันเป็นประจําในคืนที่ออกเที่ยวด้วยซ้ำ

ถ้าคุณเคยมีอาการไม่ดีในเช้าวันถัดมาหลังจากพยายามกินเรสเวอราทรอลมากเกินขนาด คุณก็โทษจุลินทรีย์ได้เลย รวมทั้งใช้ข้ออ้างเดิมๆเรื่องอาหารเป็นพิษ งานวิจัยในเคนทักกีให้อาสาสมัครดื่มวอดก้าหนึ่งช็อตใหญ่ (140 มิลลิลิตร) เพื่อให้ได้ผลแบบการดื่มแอลกอฮอล์เกินขนาด แล้วสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นภายในลําไส้และเลือดของพวกเขา สารพิษที่ปล่อยออกจากผนังเซลล์ของจุลินทรีย์ถูกพบในกระแสเลือดในเวลาอันรวดเร็ว และในขณะเดียวกันก็พบจุลินทรีย์ที่ก่อการอักเสบเพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก่อให้เกิดการกระตุ้นในระบบภูมิคุ้มกัน ยิ่งวอดก้าส่งผลเสียต่ออาสาสมัครมากเท่าใด จุลินทรีย์ก็ยิ่งถูกขัดขวางและสารพิษจากจุลินทรีย์ก็ผลิตออกมามากขึ้นเท่านั้น

สารพิษ LPS จากผนังเซลล์เหล่านี้พบในหนูทดลอง ซึ่งส่งผลกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและการเสพติดแอลกอฮอล์ อาจฟังดูไกลเกินจริงไปสักหน่อย แต่ เป็นไปได้ว่าจุลินทรีย์น่าจะมีส่วนทําให้คนติดเหล้า แต่ก็เหมือนเช่นเคย ในงานวิจัยแอลกอฮอล์ก็ยังพบการตอบสนองในขอบข่ายที่กว้าง ไม่ใช่แค่เรื่องของพันธุกรรมเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความแตกต่างของสายพันธุ์และความหลากหลายของจุลินทรีย์ที่มีอยู่แล้วในลําไส้ของอาสาสมัครที่ดื่มวอดก้าด้วย

แม้ว่างานวิจัยระยะยาวขนาดใหญ่ทางระบาดวิทยา อย่างเช่น ในงานล่าสุดที่ทําขึ้นในสหราชอาณาจักร จะยังคงรายงานเรื่องผลด้านการปกป้องสุขภาพเล็กน้อยที่ได้จากการดื่มในปริมาณพอเหมาะโดยเฉพาะในหญิงที่มีอายุมากขึ้น แต่ก็ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับอคติในงานวิจัย งานวิจัยหลายงานเลือกใช้ยีนที่ไม่ทนต่อแอลกอฮอล์เป็นตัวบ่งชี้การดื่มมากกว่าจะอาศัยแบบสอบถามที่ไม่น่าเชื่อถือซึ่งมักได้คําตอบที่ไม่ตรงตามจริง เป็นเวลาหลายปีแล้วที่งานวิจัยเชิงสังเกตการณ์ชี้ว่าโรคมะเร็งในลําไส้มีความสัมพันธ์กับการดื่มแอลกอฮอล์

แต่ในงานวิจัยขนาดใหญ่งานหนึ่งที่ใช้ข้อมูลจากยีนเป็นหลักและตัดอคติส่วนใหญ่ออกไปกลับไม่ได้ผลที่ยืนยันในเรื่องนี้ ในปี 2014 งานวิเคราะห์อภิมานขนาดใหญ่ซึ่งมีกลุ่มตัวอย่าง 260,000 คน ใช้ยืนที่ทนต่อแอลกอฮอล์ (แอลกอฮอล์ดีไฮโดรจีเนส) เป็นตัวบ่งชี้การดื่มแทนการใช้แบบสอบถาม ผลที่ได้ทําให้เกิดข้อสงสัยเรื่องระดับของการปกป้องสุขภาพจากการดื่มเล็กน้อย อย่างไรก็ดี งานวิจัยนี้ยังไม่ได้แยกผลจากยืนและปฏิสัมพันธ์ระหว่างยีนกับวัฒนธรรมออกมาอย่างเต็มที่ ทั้งยังไม่ได้เจาะจงเฉพาะการดื่มไวน์ด้วย

ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เสียผลประโยชน์ คุณจึงยังคงดื่มพอลิฟีนอลจากไวน์หนึ่งแก้ว แต่ไม่ควรถึงกับกระดกวอดก้าทั้งขวด และหวังว่าจุลินทรีย์ของคุณจะชอบมัน งานวิจัยล่าสุดชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่เราดื่มและผลที่จะได้นั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคลมากๆ เราทุกคนมีการตอบสนองที่แตกต่างกันไปซึ่งไม่ได้เป็นเพราะยืนเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะจุลินทรีย์ ทั้งยังขึ้นอยู่กับอาหารที่เรากินและรูปแบบที่เราดื่ม ดังนั้นเกณฑ์ชี้นําที่ทางการกําหนดไว้แบบรวมๆเกี่ยวกับปริมาณการดื่มที่ปลอดภัยอาจจะต่ำเกินไปสําหรับบางคนและสูงเกินไปสําหรับบางคน เกณฑ์ชี้นําที่ดีเป็นสิ่งที่ต้องปรับให้เหมาะกับแต่ละคน และควรฟังหูไว้หูก่อนจะเชื่ออะไร