ของหวานสุดโปรดของเราอย่างช็อคโกแลต แท้จริงแล้วมีประโยชน์หรือไม่?

ของหวานสุดโปรดของเราอย่างช็อคโกแลต แท้จริงแล้วมีประโยชน์หรือไม่? ระหว่างดาร์คช็อกโกแลต กับมิลค์ช็อคโกแลต คุณควรเลือกทานอะไรมากกว่ากัน? 

โกโก้และกาเฟอีน

โกโก้และกาเฟอีน

ข้อมูลจากการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคกาแฟกับมะเร็งตับอ่อน มะเร็งชนิดที่เป็นมะเร็งร้ายที่คร่าชีวิตได้และปัจจุบันก็มีอัตราเพิ่มขึ้นในโลกตะวันตกซึ่งนับว่าเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ การศึกษาด้านความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมนั้นมักมีข้อบกพร่องได้บ่อยครั้ง เพราะการวิเคราะห์แบบเดียวกันอาจแสดงให้เห็นว่าการมีทีวีหรือกางเกงขาบานซึ่งเพิ่มขึ้นในพื้นที่หนึ่งๆ มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็ง จากนั้นสื่อก็จะพร้อมใจกันจั่วหัวว่ามันน่าจะเป็นสาเหตุของมะเร็ง แล้วการวิเคราะห์แบบเดียวกันนี้ก็ยังอาจบอกอีกว่าการกินช็อกโกแลต (โกโก้) เป็นอันตรายถึงตายได้

อย่างไรก็แล้วแต่ อีกสามสิบปีต่อมา วิทยาศาสตร์ห่วยๆแบบเดิมและเรื่องน่ากลัวที่นําเสนอโดยสื่อต่างๆก็ยังตามมาพร้อมกับงานวิจัยที่ใช้งบประมาณสูงจํานวนนับร้อยทั้งที่เป็นข้อมูลเชิงสังเกตการณ์และงานวิจัยที่ให้หนูน่าสงสารกินกาแฟเกินขนาด แล้วเรื่องราวซ้ำรอยเดิมก็เกิดขึ้นอีกในช่วงทศวรรษ 1980 เมื่อมีข่าวว่าการใช้ฮอร์โมนทดแทน (ในวัยหมดประจําเดือน) เป็นการรักษามหัศจรรย์สําหรับทุกโรค ตั้งแต่ภาวะซึมเศร้า โรคหัวใจ ไปจนถึงโรคสมองเสื่อม และการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ จนกระทั่งมีงานวิจัยทางคลินิกที่แสดงให้เห็นว่าก่อให้เกิดความเสี่ยงของโรคหัวใจและมะเร็งทั้งคุณประโยชน์ที่กล่าวอ้างก็ไม่ได้มีอยู่จริง ยกเว้นเรื่องการป้องกันกระดูกหัก (จากโรคกระดูกพรุน) เราได้เรียนรู้บทเรียนจากความผิดพลาดในอดีต แต่บ่อยครั้งก็ต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนอคติและแนวคิดเก่าๆ

มาตอนนี้คณะลูกขุนก็พร้อมแล้วที่จะตัดสินว่า กาเฟอีนซึ่งเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดมีความผิดจริงตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ และช็อคโกแลตกับโกโก้ที่ดุร้ายกาจนั้น จริงๆแล้วดีต่อสุขภาพใช่ไหม

กาเฟอีนน่าจะเป็นยากระตุ้นประสาทที่ใช้กันมากที่สุดในโลก ผู้คนทั่วโลก 80 เฟอร์เซ็นต์ล้วนดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอื่น แต่มันทําให้หลายคนที่ดื่มกาแฟมีอาการติด ทำให้เกิดอาการสั่น ไม่มีสมาธิ และปวดศีรษะหากเลิกในทันที ผลจากอาหารที่มีความซับซ้อนอย่างโกโก้และกาแฟควรจะมีการศึกษาให้แน่ชัดมากขึ้น ร่างกายของเรา ประกอบด้วยสารเคมีและสารที่เป็นผลผลิตจากกระบวนการเผาผลาญ (เมแทบอไลต์) ไหลเวียนอยู่นับพันชนิด

สารเหล่านี้มีความสําคัญในการบ่งชี้การทํางานของเซลล์ในกระบวนการเผาผลาญ ปัจจุบันเราสามารถตรวจวัดสารเคมีเหล่านี้ซึ่งเปรียบเสมือนลายพิมพ์นิ้วมือของบุคคลได้อย่างแม่นยําจากเลือด น้ำลาย หรือปัสสาวะเพียงแค่หยดเดียว ด้วยเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า “เมแทบอโลมิกส์” (metabolomics) เราใช้เทคนิคดังกล่าวกับฝาแฝดในงานวิจัยของเรา และค้นพบยีนใหม่ๆที่น่าสนใจและความเชื่อมโยงกับโรคภัยต่างๆ ทั้งยังพบว่าในบรรดาสารเมแทบอไลต์ 1,200 ชนิดที่ปัจจุบันเราสามารถตรวจพบได้ในเลือด มีอย่างน้อย 250 ชนิดที่ผลิตขึ้นโดยจุลินทรีย์ในลําไส้ของเราเท่านั้น

งานวิจัยมากมายในมนุษย์แสดงให้เห็นว่าจุลินทรีย์โพรไบโอติกและยาปฏิชีวนะ สามารถเปลี่ยนระดับของสารเคมีหลักที่เป็นสารตั้งต้นของสารสื่อประสาทในสมอง สารที่ทําหน้าที่ส่งสัญญาณอย่างเช่น ทริปโตแฟน (tryptophan) และ เซโรโทนิน (serotonin) มีบทบาทสําคัญในสมอง รวมทั้งต่อภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล ฮอร์โมนเซโรโทนินส่วนใหญ่ในร่างกายผลิตขึ้นในลําไส้ และเมื่อไม่นานนี้เราก็พบว่าโดยหลักแล้วมันผลิตขึ้นโดยจลินทรีย์ในช่วงเวลาที่เราไม่ได้กินอาหาร โรคออทิซึมมีความเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของจุลินทรีย์ และอาจเชื่อมโยงกับความผิดปกติของการส่งสัญญาณของสารสื่อประสาทด้วย

 

ช็อกโกแลตเป็นอาหารมหัศจรรย์จริงหรือ

ดาร์คช็อกโกแลต

งานวิจัยที่แสดงให้เห็นพลังอันน่าทึ่งของช็อกโกแลตเป็นที่โปรดปรานของสื่อและมวลชนยิ่งนัก โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักรซึ่งกินช็อกโกแลตมากเป็นอันดับ 3 ของโลก ด้วยสถิติ 9.5 กิโลกรัมต่อคนในปี 2012 ตามหลังไอร์แลนด์และสวิตเซอร์แลนด์ และมากกว่าสหรัฐอเมริกาเกือบเท่าตัว อารมณ์ที่ดีขึ้นหลังจากช็อกโกแลตส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากจุลินทรีย์ในลําไส้ ในงานวิจัยหลายงานพบว่าในผู้ใหญ่ การกินดาร์กช็อกโกแลตทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสารสื่อประสาทในเลือดและสารเมแทบอไลต์อื่นๆ ซึ่งมีแต่จุลินทรีย์เท่านั้นที่สามารถผลิตได้ ทั้งยังมีหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่าคนอ้วนไวต่อกลิ่นอันเย้ายวนของช็อกโกแลตมากกว่าคนผอม ดังนั้นหากคุณเป็นคนคลั่งช็อกโกแลตมาก ก็ต้องโทษจุลินทรีย์ของคุณเองที่อยากทําให้คุณอารมณ์ดีตลอดเวลา

ประเด็นที่ว่า “ช็อกโกแลตดีต่อสุขภาพ” มักถูกยกเป็นเรื่องเด่นในหนังสือพิมพ์ ต่างจากอาหารอื่นๆหลายชนิดที่ตกเป็นเป้าโจมตีได้ง่าย และสารเติมแต่งอาหารอย่างเช่น สีผสมอาหาร ไขมัน และเบอร์เกอร์ มีการอ้างว่าช็อกโกแลตช่วยป้องกันและรักษาโรคหัวใจ มะเร็ง ภาวะซึมเศร้า โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ และความ ผิดปกติทางเพศได้อย่างน่าอัศจรรย์ “พลังวิเศษ” ที่กล่าวอ้างกันนี้มาจากเมล็ดโกโก้ที่ผ่านการคั่วและหมักเมล็ดโกโก้ได้จากผลของต้นคาเคา (Theobroma cacao) ซึ่งมีความหมายตามรูปศัพท์ว่า “ผลไม้ของพระเจ้า” และน่าจะเป็นพืชชนิดแรกที่เพาะปลูกโดยชาวอัซเด็ก ช็อกโกแลตส่วนใหญ่ที่เรากินกันประกอบด้วยน้ำตาล ไขมัน เนื้อนม (milk solid) และเมล็ดโกโก้ วัฒนธรรมและการตลาดเป็นตัวกําหนดปริมาณนมและอัตราส่วนของโกโก้ในส่วนผสม

ช็อกโกแลตนั้นมีหลากหลายชนิดแตกต่างกันไปทั่วโลก ประเทศในกลุ่มแองโกล – แซกชัน (ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก) นิยมมิลค์ช็อกโกแลต แต่ดาร์กช็อกโกแลตก็ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในงานวิจัยฝาแฝดพบว่า ขณะที่ความชื่นชอบขนมหวานและช็อกโกแลตโดยทั่วไปมีพื้นฐานมาจากพันธุกรรม แต่ความชอบมิลค์ช็อกโกแลตมากกว่าดาร์กช็อกโกแลตหลักๆแล้วเป็นผลมาจากวัฒนธรรมโดยมีผลจากยีนเพียงเล็กน้อย ในกลุ่มผู้ที่ชอบกินช็อกโกแลต ยีนมีบทบาทสําคัญมากกว่าวัฒนธรรมในการตัดสินว่าคุณชอบช็อกโกแลตที่ไส้ในนุ่มหรือแข็งมากกว่ากัน เป็นไปได้ว่าสิ่งนี้เกิดจากความชอบที่กําหนดโดยยีน ซึ่งทําให้ชอบเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันรวมทั้งความหวานด้วย

หากไม่นับเรื่องการชวนเชื่อของสื่อ การขาดงานวิจัยระยะยาว และความแคลงใจของผมในช่วงแรก หลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันก็นับว่าดีทีเดียว แม้จะยังเป็นหลักฐานที่ไม่รัดกุมเท่าใดนัก โดยชี้ให้เห็นว่าโกโก้ในช็อกโกแลตซึ่งประกอบด้วยสารเคมีกว่า 300 ชนิด มีส่วนช่วยในการลดปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ ทั้งยังมีงานอีกเล็กน้อยซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นงานเชิงสังเกตการณ์ที่ชี้ว่าการกินช็อกโกแลตเป็นประจําสัมพันธ์กับการลดน้ำหนัก ทั้งยังมีงานวิจัยทางคลินิกในมนุษย์อีกกว่า 70 งาน และงานวิจัยในสัตว์ทดลองอีกมากมายที่ศึกษาเรื่องโกโก้

ในบรรดาองค์ประกอบทางเคมีที่มีอยู่มากมายในช็อกโกแลต องค์ประกอบที่แสดงให้เห็นคุณประโยชน์ชัดเจนที่สุดคือสารที่ชื่อว่า ฟลาโวนอยด์ (flavonoid) กลุ่มเดียวกับพอลิฟีนอลที่พบในถั่วเปลือกแข็งและมะกอกซึ่งมีคุณสมบัติที่ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และมีผลต่อจุลินทรีย์ หากเทียบกันกรัมต่อกรัมแล้ว โกโก้มีพอลิฟีนอลและฟลาโวนอยด์เข้มข้นที่สุดและถือเป็นโภคภัณฑ์ที่ล้ำค่า

คนรักช็อกโกแลตมักอายที่จะตอบคําถามเรื่องปริมาณช็อกโกแลตที่กินไม่ต่างจากเวลาถูกถามเรื่องแคลอรีและการดื่มสุรา คนส่วนใหญ่มัก “ตอบน้อยกว่าความเป็นจริง” ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงกรณีเช่นนี้ ทีมวิจัยในนอร์วิชจึงตรวจหาเมแทบอไลต์ในเลือดของฝาแฝดในสหราชอาณาจักร 2,000 คน พบว่าแฝดที่มีระดับฟลาโวนอยด์ในเลือดสูงที่สุดซึ่งได้จากการกินช็อกโกแลต เบอร์รี่ และไวน์ มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า หลอดเลือดแดงแข็งแรงกว่า ความดันโลหิตต่ำกว่า กระดูกแข็งแรงกว่า และมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานต่ำกว่า ทั้งหมดนี้ฟังดูดีเกินจริงมาก และมันเป็นการวิจัยเชิงสังเกตการณ์ แต่ก็ดูสมเหตุสมผลมากขึ้นเมื่อพิจารณาถึงบทบาทของจุลินทรีย์

อันที่จริงแล้วปัจจุบันเรามีหลักฐานชัดว่าจุลินทรีย์ของเราก็ชอบช็อกโกแลตเหมือนกัน จุลินทรีย์ที่อยู่ภายในลําไส้เหล่านี้มีบทบาทสําคัญในกระบวนการเผาผลาญสารประกอบทางเคมีจากโกโก้ซึ่งส่งผลดีต่อระดับไขมันในเลือด เมื่องานทดลองทางคลินิกงานหนึ่งในอังกฤษลองให้อาสาสมัครกินสารสกัดพอลิฟีนอล (ฟลาโวนอยด์) จากโกโก้เป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าแบคทีเรียไบฟิโดและแล็กโตบาซิลไลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ ทั้งยังแสดงการลดลงของแบคทีเรียสายพันธุ์เฟอร์มิคูทิส ตลอดจนสารบ่งชี้ของภาวะอักเสบก็ลดลงด้วย

นักวิจัยในงานทดลองดังกล่าวได้เสนอว่าฟลาโวนอยด์จากโกโก้อาจนํามาใช้เป็นพรีไบโอติกเสริมอาหารที่มีประโยชน์ได้ และร้านค้าในอินเทอร์เน็ตก็เสนอขายกันถล่มทลาย ปัจจุบันโกโก้คุณภาพสูงสามารถซื้อได้จากร้านอาหารสุขภาพ และผู้ผลิตยักษ์ใหญ่อย่างมาร์สก็กําลังทําการตลาดโกโก้ฟลาโวนอยด์เสริมอาหารขนาด 250 มิลลิกรัมอย่าง CocoaViaTM ในรูปผงสําหรับเติมลงในนม ข้าวโอ๊ต ข้อเสียก็คือ คุณต้องกินให้ได้พลังงาน 200 แคลอรีจึงจะได้ประโยชน์จากมัน

สหภาพยุโรปอนุญาตให้ผู้ผลิตช็อกโกแลตจากสวิตเซอร์แลนด์แห่งหนึ่ง อ้างประโยชน์ทางสุขภาพได้สําหรับผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันนี้ และผลิตภัณฑ์อื่นๆอีกมากมายกำลังจะตามมา ประเด็นนี้ถูกนํามาทดสอบอย่างรอบคอบเมื่อไม่นานนี้ โดยให้อาสาสมัครชาวสวิสกินดาร์กช็อกโกแลตที่มีโกโก้ 70 เปอร์เซ็นต์ ขนาด 25 กรัม วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 2 สัปดาห์ โดยช็อกโกแลต (ใช้ Nestlé Intense เพราะงานวิจัยนี้สนับสนุนโดยเนสท์เล่) 1 หน่วยบริโภค (25 กรัม) ประกอบด้วยน้ำตาล 6 กรัม และไขมัน 11 กรัม เมื่อสิ้นสุดการทดลองไม่พบว่าคอเลสเตอรอลรวมหรือคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL) ของอาสาสมัครแย่ลงแต่อย่างใด ทั้งยังพบว่า คอเลสเตอรอลดี (HDL) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทั้งที่ได้รับไขมันมากขึ้น

งานวิจัยของสวิตเซอร์แลนด์อีกงานหนึ่งซึ่งให้อาสาสมัครกินดาร์กช็อกโกแลตเป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าสุขภาพหลอดเลือดดีขึ้น แต่การเติมฟลาโวนอลลงในช็อกโกแลตเป็นพิเศษกลับไม่แสดงให้เห็นความแตกต่างแต่อย่างใด งานวิจัยอื่นๆก็ชี้ว่ามีประโยชน์ต่อไขมันในเลือดในลักษณะเดียวกันในระยะเวลาสั้นๆ

จุลินทรีย์กินฟลาโวนอยด์พอลิฟีนอลเป็นอาหาร แล้วผลิตสารที่เป็นผลพลอยได้ที่มีประโยชน์หลายชนิด เช่น กรดไขมันสายสั้นบิวไทเรต สิ่งที่น่าสนใจคือ หลังจากผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ปริมาณเมแทบอไลต์ของพอลิฟีนอลเหล่านี้เพิ่มขึ้นมากเกินกว่าที่จะมาจากอาหารเพียงเท่านั้น นั่นหมายความว่า หลังจากที่จุลินทรีย์ได้กินช็อกโกแลต แล้ว มันก็ผลิตสารเคมีที่ดีต่อสุขภาพเหล่านี้ขึ้นมาเองด้วยราวกับเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็กภายในครอบครัว ทั้งยังพบว่าผู้ที่กินช็อกโกแลตเป็นประจํามีการเผาผลาญ และมีจุลินทรีย์ที่แตกต่างและดีกว่าคนที่นานๆกินที

ระวังมิลค์ช็อกโกแลตให้ดี

ระวังมิลค์ช็อกโกแลตให้ดี

สรุปก็คือ ถ้าคุณชอบดาร์กช็อกโกแลตที่มีโกโก้ 70 เปอร์เซ็นต์ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าคุณชอบช็อกโกแลตที่มีรสชาติของนมมากกว่าอย่างแคดบิวรี่ (Cadbury) หรือ เฮอร์ชีย์ส (Hershey’s) เหมือนกับเด็กๆส่วนใหญ่ รวมทั้งคนอังกฤษและอเมริกันล่ะ มันจะดีหรือส่งผลเสียต่อจุลินทรีย์และสุขภาพของคุณกันนะ ผู้ครองส่วนแบ่ง การตลาดเจ้าใหญ่ในสหราชอาณาจักรอย่างแคดบิวรี่แดรี่มิลค์ (Cadbury Dairy Milk) เปิดตัวในปี 1905 ในฐานะมิลค์ช็อกโกแลตแท้ “เจ้าแรก” (แม้ว่าความจริงแล้วน่าจะเกิดขึ้นมาก่อนในเยอรมนี้ในปี 1839)

ปัจจุบันมิลค์ช็อกโกแลตของแคดบิวรี่ประกอบด้วยโกโก้ 16 เปอร์เซ็นต์ เนยโกโก้ (Cocoa butter) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไขมัน อิ่มตัวตามธรรมชาติที่ได้จากเมล็ดโกโก้ นมวัว และน้ำตาลหนึ่งหน่วยบริโภคเล็กๆ (เท่ากับช็อกโกแลตชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ 4 ชิ้น) ประกอบด้วยไขมันอิ่มตัว 4.7 กรัม และน้ำตาล 14.2 กรัม (3 ช้อนชา) ในอดีต มิลค์ช็อกโกแลตของแคดบิวรี่เคยประกอบด้วยโกโก้ 23 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นก็เพิ่มปริมาณโกโก้ขึ้นในปี 2013 เพราะมิลค์ช็อกโกแลตของสหภาพยุโรปในปัจจุบันประกอบด้วยนมวัวแท้และโกโก้ไม่ต่ำกว่า 25 เปอร์เซ็นต์

ในสหรัฐอเมริกาแค่มีโกโก้ 10 เปอร์เซ็นต์ก็เรียกว่าช็อกโกแลตได้แล้ว ช็อคโกแลตของเฮอร์ชีย์สมีโกโก้เพียง 11 เปอร์เซ็นต์และมีรสชาติหวานกว่า ซึ่งหน่วยบริโภคประกอบด้วยไขมัน 8 กรัม และน้ำตาล 24 กรัม (6 ช้อนชา) แม้ว่ามิลค์ช็อกโกแลตจะใช้โกโก้ชนิดเดียวกันกับที่ใช้ในดาร์กช็อกโกแลต แต่หากต้องการประโยชน์จากพอลิฟีนอล คุณต้องกินในปริมาณที่มากขึ้น 3-5 เท่า ซึ่งก็อาจจะทําให้คุณอ้วนและฟันผุตามมา

ดังนั้นการฝึกต่อมรับรสของคุณให้คุ้นเคยกับดาร์กช็อกโกแลตที่มีปริมาณโกโก้มากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ น่าจะคุ้มค่ากว่าในระยะยาว แต่การหาปริมาณขั้นต่ำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันเป็นเรื่องยาก เพราะปริมาณฟลาโวนอยด์ที่มีประโยชน์นั้นมีความแตกต่างกันไปตามกระบวนการผลิต ผู้ผลิตบางรายแอบใช้สารเติมแต่งอาหาร เพื่อทําให้ช็อกโกแลตมีสีเข้มขึ้นและปริมาณโกโก้ที่ระบุไว้ก็เป็นเพียงแนวทางคร่าวๆ ก็ได้แต่หวังว่าอีกไม่นานจะมีการระบุปริมาณฟลาโวนอยด์และพอลิฟีนอลบนฉลากอาหาร

นักวิทยาศาสตร์ของบริษัทอาหารสังเกตเห็นมาหลายสิบปีแล้วว่า เมื่อรวมไขมันกับน้ำตาลเข้าด้วยกันก็จะทําให้เกิดคุณสมบัติที่ใกล้เคียงสารเสพติด และเมื่อเติมคุณสมบัติวิเศษของช็อกโกแลตลงไป มันก็จะเย้ายวนเกินห้ามใจ ขนมหวานที่ขายดีส่วนใหญ่ล้วนใช้สูตรสําเร็จนี้ และบริษัททั้งหลายต่างก็พยายามพัฒนาสูตรผสมของตัวเองอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อกระตุ้นต่อมรับรสของผู้บริโภค

หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีแววรุ่งล่าสุดผลิตโดยคราฟต์ฟูดส์ (Kraft Foods) หลังจากที่รวบกิจการของแคดบิวรี่เพื่อขึ้นเป็นผู้นําในตลาดโลก ผลิตภัณฑ์นี้มีชื่อว่า elt Indulgence Spread ซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่างฟิลาเดลเฟียครีมชีสกับช็อคโกแลตเบลเยียม “แท้” มันอาจได้รับความนิยม แต่อย่าคาดหวังว่าอาหารที่ผ่านการแปรรูปสูงแบบนี้จะเป็นมิตรต่อจุลินทรีย์ พอลีฟีนอล หรือรอบเอวของคุณ

กลับมาที่เรื่องความย้อนแย้งของประเทศทางแถบเมดิเตอร์เรเนียน ผู้คนในประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่ เช่น ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี นิยมกินดาร์กช็อกโกแลต (ที่มีปริมาณโกโก้สูง) รสชาติเข้มๆมากกว่ามิลค์ช็อกโกแลตหรือช็อกโกแลตชนิดอื่นๆที่ไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ ความชอบนี้อาจช่วยเสริมสุขภาพหัวใจของพวกเขามากยิ่งขึ้นแม้ว่าเรื่องนี้จะยังพิสูจน์ได้ยากก็ตาม