อันตรายจากการเสพย์ติดสารให้ความหวานในเครื่องดื่มแบบไดเอต

อันตรายจากการเสพย์ติดสารให้ความหวานในเครื่องดื่มแบบไดเอต จริงหรือที่น้ำอัดลมทำให้เกิดการการเปลี่ยนแปลงของสมองในลักษณะที่ทําให้อยากน้ำตาลมากขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆจนควบคุมไม่ได้

สารให้ความหวานและสารกันเสีย

สารให้ความหวานและสารกันเสีย

จอห์น (ลองก์จอห์น) เดลี เป็นชายผู้โชคดี ในปี 1991 เขาเพิ่งได้รับบัตรสมาชิกนักกอล์ฟมืออาชีพ ขณะอยู่ที่บ้านในอาร์คันซอ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เดลีอยู่ในบัญชีรอเรียกพร้อมกับนักกอล์ฟอีกเก้าคนและกําลังรอดูว่าจะมีใครในโปรแกรมพีจีเอทัวร์ขอสละสิทธิ์หรือไม่ ปรากฏว่าภรรยาของนักกอล์ฟคนหนึ่งเพิ่งคลอดลูกทำให้เขาต้องรีบกลับบ้าน ผู้อยู่ในบัญชีรอเรียกแปดคนก่อนหน้าเดลีไม่สามารถไปได้ทันเวลา เขาจึงบินไปร่วมแข่ง ขอยืมตัวแคดดี้ และทําคะแนนนําทั้งที่ไม่ได้เล่นคนในรอบซ้อม ในที่สุดเขาก็ชนะการแข่งขันอย่างพลิกความคาดหมาย นักกอล์ฟหน้าใหม่กลายเป็นที่โปรดปรานของฝูงชนในทันที เพราะนิสัยห่าม ไร้มารยาท การตีที่โดดเด่น และทัศนคติไม่คิดมาก เขาก้าวต่อไปด้วยการคว้าแชมป์บริติชโอเพ่นในสไตล์เดิม แต่แล้วจู่ๆเงาดําก็เข้าครอบงําและเขาก็ไม่ชนะอีกต่อไป

เขาเริ่มกินมากเกินไป ไม่สามารถควบคุมการดื่มเหล้าได้ ส่งผลให้ความสามารถ ลดลง เขาติดบุหรี่ (วันละ 40 มวน) และเสียเงินที่หามาได้หลายล้านดอลลาร์ไปกับการพนัน ในวัยสี่สิบ หลังจากที่โค้ชของเขาจากไปพร้อมคําพูดทิ้งท้ายว่า “สิ่งสําคัญที่สุดในชีวิตนายคือเหล้า” เขาจึงไปสถานบําบัด เขาเลิกเหล้า แล้วแทนที่ด้วยการดื่มโค้ก จากนั้นก็น้ำหนักขึ้น จึงเปลี่ยนเป็นไดเอตโค้กแทน และเสพติดมันอย่างรวดเร็ว แต่น้ำหนักของเขาก็ไม่ลดลงเลย

หนึ่งปีต่อมา เขาเข้ารับการผ่าตัดรัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก และบ่นว่า “สายรัดทําให้ผมดื่มได้ไม่มาก ถ้าไม่มีน้ำแข็ง ผมจะดื่มไม่ได้เลย เพราะก๊าซในเครื่องดื่มจะมากเกิน ผมเคยดื่มวันละ 26 – 28 กระป๋อง ทุกวันนี้ผมดื่มได้มากสุดแค่ 10 – 12 กระป๋อง” เขายังคงเล่นกอล์ฟและเข้าร่วมยูเอสมาสเตอร์ แต่แค่ไปขายสินค้าที่ระลึกจากรถบัสข้างออฟฟิศของเขา The Hooters Diner ร้านอาหารที่ดังเพราะสาวเสิร์ฟนุ่งน้อยห่มน้อย

การเสพติดน้ำอัดลมแบบไดเอตอย่างที่ จอห์น เดลี เป็น หรือการติดน้ำอัดลม “ที่มีน้ำตาลจริงๆ” กําลังกลายเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยมากขึ้นเรื่อยๆ และแน่นอนว่าเป็นพฤติกรรมเสพติดที่สิ้นเปลืองน้อยกว่าการติดเหล้าหรือโคเคน แต่มันมีผลเสียอย่างใหญ่หลวงต่อระบบเผาผลาญ เห็นได้ชัดว่า ปัญหาของเดลีไม่ได้หมดไปเลยเมื่อเขาเปลี่ยนจากน้ำอัดลมแบบปกติมาเป็นน้ำอัดลมชนิดไดเอต กรณีเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่จัดเป็นการเสพติดสารเคมีเต็มรูปแบบ เพราะไม่มีอาการลงแดงที่ยืนยันได้ชัดเจน เขามีแต่แรงกระตุ้นที่ทําให้อยากดื่มมากขึ้นเรื่อยๆก็เท่านั้น

 

น้ำตาลเทียมไม่ใช่ของดีอย่างที่เราคิดกัน

น้ำตาลเทียมไม่ใช่ของดีอย่างที่เราคิดกัน

น้ำอัดลมแบบไดเอตดูจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ยุคใหม่ชั้นเลิศตอนที่เปิดตัวไดเอตเป๊ปซี่ครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาปี 1963 และอีกยี่สิบปีต่อมาในสหราชอาณาจักร การบริโภคสารให้ความหวานที่ปราศจากแคลอรีในอาหารไม่ได้เป็นแค่แนวคิด แต่เป็นสิ่งที่มีมานานนับร้อยปีแล้ว มีคนจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆที่หันไปดื่มน้ำอัดลมแบบไดเอตซึ่งมีแคลอรีเกือบเป็น 0 เพื่อหลีกเลี่ยงผลเสียจากน้ำตาลและเพื่อลดน้ำตาล

แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะชอบเครื่องดื่มชนิดนี้ บางคนที่มีต่อมรับรสไวและมียีนบางประเภทจะรู้สึกถึงรสชาติสังเคราะห์ที่รุนแรงและไม่ชอบ บางคนไม่ชอบรสชาติที่ค้างอยู่หลังดื่มเข้าไปแล้ว ความรู้สึกไม่ชอบยังสืบเนื่องจากการที่เราไวต่อเนื้อสัมผัส และโครงสร้างทางเคมีที่แตกต่างในเครื่องดื่มที่พยายามเลียนแบบความหวานของ น้ำตาล การเติมก๊าซก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นให้สมองคิดว่าเครื่องดื่มนี้หวานน้อยกว่าความเป็นจริง โคล่าที่ทิ้งไว้จนหายซ่าจึงแทบจะดื่มไม่ได้

ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 ยอดขายน้ำอัดลมแบบไดเอตก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆทั่วโลก ในปี 2014 เครื่องดื่มชนิดนี้มียอดจําหน่ายคิดเป็นหนึ่งในสามของยอดขายรวมในสหรัฐอเมริกา และมีมูลค่าตลาดสูงถึง 76,000 ล้านดอลลาร์ แต่กระแสคลื่นแซ็กคารินกําลังเปลี่ยนทิศเมื่อผู้คนเริ่มกังวล ผลกระทบของสารให้ความหวานที่มีต่อสุขภาพเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะความหวาดกลัวโรคมะเร็ง ส่งผลให้ยอดขายในสหรัฐอเมริกาตกลงตั้งแต่ปี 2010 และตลาดในยุโรปก็มีแนวโน้มจะเป็นไปในทางเดียวกันด้วย เพราะผู้คนเปลี่ยนมาดื่มเครื่องดื่มชูกําลังที่มีกาเฟอีนแทน อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าสารให้ความหวานที่ปราศจากแคลอรีนี้ดีต่อการลดน้ำหนัก งานวิจัยระยะสั้นที่ให้เด็กที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์เปลี่ยนจากการดื่มเครื่องดื่มใส่น้ำตาลตามปกติมาเป็นเครื่องดื่มที่ใส่สารให้ความหวาน พบว่าโดยทั่วไปมีรายงานถึงประโยชน์ต่อการลดน้ำหนัก แต่เมื่อดูให้ดี คุณจะเห็นว่าผลการวิจัยเหล่านี้ไม่ชัดเจนอย่างที่คาดไว้ เมื่อพิจารณาจากปริมาณพลังงานที่ได้รับซึ่งต่างกันมาก

งานวิจัยขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดางานวิจัยเหล่านี้ทําในเด็กชาวดัตช์ 641 คน ซึ่งถูกสุ่มแบ่งกลุ่มให้ดื่มไดเอตโคลาหรือโคลาแบบปกติวันละหนึ่งกระป๋อง เป็นเวลา 18 เดือน ผลการวิจัยพบว่าเด็กทั้งสองกลุ่มยังมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่ากลุ่มที่ดื่มไดเอตโคลามีน้ำหนักเพิ่มขึ้นน้อยกว่ากลุ่มที่ดื่มโคลาปกติ แต่ก็ไม่ได้น้อยกว่ากันมากนัก และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยของกลุ่มที่ดื่มไดเอตโคลา 4กกว่าที่คาดไว้อย่างน่าผิดหวัง ทั้งความรู้สึกอิมที่ได้รับก็แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ดื่มโคลาปกติ

งานวิจัยเชิงสังเกตการณ์แต่ศึกษาในระยะยาวจํานวนหนึ่งแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มที่กินสารให้ความหวานกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นและโรคเบาหวาน โดยที่มีการควบคุมปัจจัยรบกวนอื่นๆ เช่นข้อเท็จจริงที่ว่าคนที่มีน้ำหนักมากมีแนวโน้มใช้สารให้ความหวานมาตั้งแต่ต้น ความสัมพันธ์นี้ส่วนหนึ่งอาจอธิบายได้ว่า ในผลทางจิตใจในระยะยาวที่ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ในงานวิจัยอีกงานหนึ่งที่นักเรียน 114 คนถูกสุ่มแบ่งกลุ่มให้ดื่มสไปรท์ปกติหรือสไปรท์ซีโร่ ซึ่งใช้สารให้ความหวานแอสพาร์แตม (aspartame) หรือน้ำเปล่าอัดก๊าซเป็นกลุ่มควบคุม พบกว่าการดื่มน้ำอัดลมแบบไดเอตเปลี่ยนพฤติกรรมของนักเรียนในเวลาต่อมาในบางแง่มุม ซึ่งส่งผลให้พวกเขาต้องการพลังงานมากขึ้น งานวิจัยชี้ว่าสารเคมีชนิดนี้มีผลต่อสมอง

นี่อาจไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อ เพราะแอสพาร์แตมซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในสารให้ความหวานที่ใช้กันมากที่สุดในโลกมีผลต่อสมองส่วนไฮโปทาลามัส และในทางทฤษฎีแล้ว มันส่งผลเสียต่อกระบวนการอยากอาหารด้วย งานวิจัยอื่นๆแสดงให้เห็นว่าคนที่ดื่มน้ำอัดลมแบบไดเอตเป็นประจํามีการเปลี่ยนแปลงของสมองในลักษณะที่ทําให้อยากน้ำตาลมากขึ้น ทุกวันนี้สารเคมีที่กระตุ้นและหลอกต่อมรับรสของเราเหล่านี้มีอยู่ในอาหารและเครื่องดื่มมากมายที่เราบริโภค และยากที่จะหลีกเลี่ยงได้โดยเด็ดขาด

สารให้ความหวานแทนน้ำตาลที่นํามาใช้อย่างหลากหลายที่สุดในอาหาร เครื่องดื่ม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีชื่อที่ฟังดูเป็นมิตรว่า “ซูคราโลส” (sucralose) แต่ชื่อจริงๆของมันคือ 1,6-dichloro-1,6-dideoxy-B-D-fructofuranosyl-4-chloro-4deoxy-a-D-galactopyranoside เดิมเข้าใจกันว่ามันเป็นสารที่หวานมากกว่าน้ำตาล 500 เท่า ซึ่งผ่านเข้าสู่ร่างกายโดยไม่ทําปฏิกิริยาใดๆ และผ่านการทดสอบความปลอดภัยแล้วว่าไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง แต่แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันที่ดีพอจะเชื่อมโยงซูคราโลสกับความเสี่ยงของโรคมะเร็ง (ซึ่งตรงข้ามกับความคิดของคนส่วนใหญ่) แต่เหมือนเช่นเคย ยังมีอะไรมากกว่านั้นที่เราควรรู้

งานวิจัยหลายงานในปัจจุบันพบว่าซูคราโลสซึ่งเราคิดว่า “ไม่ทําปฏิกิริยาใดๆ” แท้จริงแล้วมีผลในการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการย่อยโดยกระตุ้นตัวรับรส ซึ่งนอกจากจะมีอยู่ที่ลิ้นแล้ว ยังพบในตับอ่อน ลําไส้ และบริเวณเฮโปทาลามัสด้วย งานวิจัยขนาดเล็กในคนอ้วนแสดงให้เห็นว่าซูคราโลสส่งผลให้เกิดการหลั่งอินซูลินเพิ่มขึ้น เพิ่มการบีบตัวของกระเพาะอาหารเพื่อไล่อาหารออกไป และการหลั่งฮอร์โมนในการย่อยอาหารอย่างเช่น GLP-1 นอกจากนี้ยังพบว่าซูคราโลสทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเอนไซม์ในตับหนูทดลอง ซึ่งหากเป็นในมนุษย์แล้วก็จะส่งผลต่อการตอบสนองต่อยาหลายตัว

เห็นได้ชัดว่าสารให้ความหวานไม่ใช่สารที่ไม่ก่อปฏิกิริยาในแง่ของกระบวนการย่อยมันผ่านเข้าสู่ลําไส้โดยไม่มีปฏิกิริยาใดๆ แต่เมื่ออยู่ในลําไส้แล้ว มันมีผลต่อจุลินทรีย์ของเรา พบว่าพวกเราแต่ละคนตอบสนองต่อสารให้ความหวานแตกต่างกันไป ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากชุมชีพจุลินทรีย์ในร่างกาย

หลักฐานในเรื่องนี้มาจากงานวิจัยเมื่อปี 2008 ที่ศึกษาจุลินทรีย์ไม่กี่สายพันธุ์ในหนู นักวิจัยให้หนูกินสเปลนดา (Splenda – น้ำตาลเทียมยี่ห้อหนึ่งได้จากซูคราโลส) ในปริมาณเท่ากับที่ FDA อนุญาตให้คนกินได้เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่าความหลากหลายและจํานวนจุลินทรีย์ลดลงอย่างมีนัยสําคัญ โดยเฉพาะกลุ่มจุลินทรีย์ที่ดีต่อสุขภาพ ทั้งยังพบว่าลําไส้มีความเป็นกรดมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบางอย่างยังคงอยู่ต่อเนื่องถึงสามเดือนหลังจากหยุดดื่มไปแล้ว งานวิจัยเชิงสังเกตการณ์เกี่ยวกับเรื่องอาหารที่ทําอย่างละเอียดงานหนึ่งศึกษากลุ่มตัวอย่าง 98 คน และแม้จะไม่ได้ออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าว แต่ก็ชี้ให้เห็นเป็นครั้งแรกว่าการบริโภคแอสพาร์แตมน่าจะมีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในมนุษย์

 

อาหารด่างกับจุลินทรีย์

การกินอาหารว่าง (alkaline diet)

ความสนใจที่จะเปลี่ยนความเป็นกรดในลําไส้ด้วยอาหารเป็นประเด็นที่ “เดี๋ยวไป เดี๋ยวมา” ในโลกโภชนาการ แต่ก็กลับมาอีกครั้งเมื่อกระแสการกินอาหารว่าง (alkaline diet) ได้รับความนิยม ทฤษฎีมีอยู่ว่า ถ้าคุณลดอาหารที่มีความเป็นกรดลง ลําไส้ของคุณก็จะมีความเป็นกรดน้อยลง เลือดจะมีความเป็นด่างมากขึ้น และทําให้ “สุขภาพดี” และเหมือนเช่นเคย ทฤษฎีนี้เป็นเรื่องไร้สาระในเรื่องที่เกี่ยวกับกรดในร่างกาย ลําไส้ถูกธรรมชาติออกแบบมาให้มีความเป็นกรดเพื่อย่อยอาหาร และเลือดจะถูกควบคุมให้มีความเป็นด่างเล็กน้อย ร่างกายมีไตและระบบขับถ่ายปัสสาวะคอยทําหน้าที่ควบคุมความเป็นกรดในเลือดอย่างแข็งขัน ดังนั้นการกินอาหารจึงไม่ได้มีผลใดๆ เลย แต่เนื่องจากส่วนประกอบส่วนใหญ่ของอาหารต่างคือผัก ทั้งยังเกี่ยวข้องกับการหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ ความเชื่อเกี่ยวกับการกินอาหารด่างก็อาจจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยไม่ได้ตั้งใจ

แมดิสัน หนึ่งในนักศึกษาปริญญาเอกร่วมเป็น “อาสาสมัคร” ในงานวิจัยระยะสั้นเพื่อตรวจสอบจุลินทรีย์ในลําไส้ของเธอ หลังจากที่ดื่มโค้กปกติแล้วตามด้วยไดเอตโค้ก แผนของงานวิจัยคือทําการตรวจเพื่อให้ได้ข้อมูลพื้นฐานสําหรับเปรียบเทียบก่อนเริ่มลงมือปฏิบัติการ จากนั้นทําการทดลองจริงด้วยการดื่มโค้กที่ใส่น้ำตาลปกติวันละ 1.5 ลิตร 2 ก็ดื่มน้ำเปล่า 3 วัน การวิเคราะห์ในคนๆเดียวกันมีความยุ่งยาก และต้องตรวจตัวอย่างอุจจาระซ้ำบางส่วน เพราะการจัดจําแนกจุลินทรีย์ไม่ได้ให้ผลที่สมบูรณ์ 9. ฝนเดียวกับในชีวิตจริง

แมดิสันพอใจกับผลที่ได้ เพราะแสดงให้เห็นว่าจุลินทรีย์ที่พบไม่บ่อยและมีชื่อเรียกยากว่า คริสเตนซีเนลลาซี (Christen- Teceae) ในระดับสูงมาก ซึ่งในงานวิจัยฝาแฝดนั้นพบว่าช่วยป้องกันโรคอ้วน แต่อันที่จริงแล้วเธอก็ไม่น่าจะต้องกังวล เพราะเธอเป็นคนร่างกายแข็งแรงและผอม อย่างไรก็ตาม เรายังพบการเปลี่ยนแปลงที่น่าประหลาดใจในช่วงที่ดื่มไดเอตโค้ก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจุลินทรีย์แบคที่รอยดิทิสซึ่งตอบสนองต่ออาหารมีจํานวนเพิ่มขึ้น และสาเหตุของเรื่องนี้ก็ยากที่จะอธิบาย

 

ทดลองกินยาปฏิชีวนะกับเครื่องดื่มแบบไดเอต

ยาปฏิชีวนะ

โชคดีที่ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น กลุ่มนักวิจัยจากอิสราเอลนําโดย เอราน เอลินาฟ มีความคิดแบบเดียวกับทีมของเรา แต่พวกเขาได้ลงมือทํางานวิจัยที่มีขนาดใหญ่กว่ามาก ทั้งยังตีพิมพ์การค้นพบในวารสาร Nature ประการแรกคือ พวกเขาพบว่า เมื่อให้หนูทดลองกินสารให้ความหวานที่ใช้กันทั่วไป 3 ชนิด (ซูคราโลส แอสพาร์แตม และแซ็กคาริน) ในปริมาณปกติเทียบเท่ากับที่คนกิน โดยให้หนูกินอาหารปกติหรืออาหารไขมันสูง พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญเมื่อเทียบกับหนูที่กินน้ำตาลจริง พวกเขาทําการทดลองซ้ำโดยให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าจุลินทรีย์ในหนู ปรากฎว่าผลของสารให้ความหวานที่มีต่อระดับน้ำตาลในเลือดหายไปโดยสิ้นเชิง

ต่อจากนั้นพวกเขาได้ลองปลูกถ่ายจุลินทรีย์ลงในหนูปลอดเชื้อ และพบการเพิ่มขึ้นของน้ำตาลในเลือดเช่นเดียวกันหลังจากให้หนูกลุ่มดังกล่าวกินสารให้ความหวาน นักวิจัยจึงชี้ว่าจุลินทรีย์ในลําไส้มีความเกี่ยวข้องโดยตรง พวกเขาตรวจจุลินทรีย์ของกลุ่มตัวอย่าง 40 คนที่ร่วมในงานวิจัยโภชนาการและเป็นคนที่บริโภคสารให้ความหวานเป็นประจํา เพื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มตัวอย่างอีก 236 คนที่ไม่ได้บริโภคสารให้ความหวาน พวกเขาพบผลแบบเดียวกับที่พบในหนูทดลอง ซึ่งก็คือ “ความผิดปกติของระดับน้ำตาลในเลือดและอินซูลิน” พวกเขาจึงทํางานวิจัยอีกครั้งโดยให้อาสาสมัครที่ไม่เคยกินสารให้ความหวาน7 คนกินแซ็กคาริน (ในระดับปกติที่อนุญาตในคน) เป็นเวลา 7 วัน ร่วมกับอาหารที่ควบคุมตามปกติ พร้อมกับตรวจสอบระดับน้ำตาลในเลือด

แม้ว่าอาสาสมัครแต่ละคนจะตอบสนองแตกต่างกันไป แต่สี่ในเจ็ดคนมีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน กล่าวคือมีการเพิ่มขึ้นของแบคที่รอยดิทิสและจุลินทรีย์ลําไส้ที่พบไม่บ่อยอีกเล็กน้อย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าน้ำตาลในเลือดของพวกเขามีการเปลี่ยนแปลง สารให้ความหวานกระตุ้นให้จุลินทรีย์ผลิตตัวส่งสัญญาณการเผาผลาญ 2 ชนิดมากเกินไป ดังที่เราพูดถึงก่อนหน้านี้คือ กรดไขมันสายสั้น (SCEAs) แต่ที่ ผิดปกติก็คือกรดไขมันเหล่านี้ไม่มีบิวไทเรตซึ่งดีต่อสุขภาพ โดยรวมคือการทํางานของกลุ่มจุลินทรีย์ใหม่ได้รับการเสริมโดยสารให้ความหวานให้สามารถย่อยคาโบไฮเดรตและสตาร์ชได้ดียิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน สิ่งนี้น่าจะส่งผลกระทบต่อการย่อยอาหารทั่วไปและเป็นสาเหตุที่ทําให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น

การทดลองหลายชุดแสดงให้เห็นว่าสารให้ความหวานสังเคราะห์ไม่ใช่ของดีอย่างแน่นอน แต่มีแนวโน้มที่จะส่งผลเสียต่อระบบเผาผลาญซึ่งทําให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน เพราะแม้จะเป็นสารเคมีที่เข้าใจกันว่าไม่ทําปฏิกิริยาใดๆ แต่อาจมีบทบาทต่อจุลินทรีย์ของเราในแง่ที่ทําให้การทํางานของจุลินทรีย์ เปลี่ยนไปและส่งผลต่อร่างกายของเราอีกทอดหนึ่ง เรายังไม่รู้แน่ชัดว่าสารให้ความหวานก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพมากน้อยแค่ไหน และส่งผลต่อทุกคนหรือไม่ แต่การทดลองจุลินทรีย์เหล่านี้ก็เป็นเครื่องยืนยันว่าเราและผู้ตรวจสอบอาหารซึ่งมีอํานาจอนุมัติ “สารประกอบที่ปลอดภัย” ชนิดใหม่นี้หลังจากผ่านการทดสอบเรื่องสารก่อมะเร็งแล้ว ควรใส่ใจเรื่องความเสี่ยงเหล่านี้อย่างจริงจัง

เพื่อเป็นการทดแทนน้ำตาลที่ขาดหายไปซึ่งมีผลในการยับยั้งแบคทีเรียตามธรรมชาติ ผู้ผลิตเครื่องดื่มไดเอตและอาหารแปรรูปจึงเติมสารกันเสีย เช่น โซเดียมหรือโพแทสเซียมเบนโซเอต (Sodium/potassium benzoate) กรดซิตริก (Citric acid) หรือกรดฟอสฟอริก (phosphoric acid) มีรายงานว่าสารเหล่านี้หลายชนิด เช่น เบนโซเอต (benzoate) ตาร์ตราซีน (tartrazine) โมโนโซเดียมกลูทาเมต (MSG) ไนไตรท์ (nitrite) และไนเทรต (nitrate) ก่อให้เกิดอาการแพ้ สารเคมีชนิดเดียวกันนี้ยังมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบสําคัญต่อจุลินทรีย์อย่างไม่ต้องสงสัยในแง่ของการลดจํานวนและความหลากหลายของจุลินทรีย์ ทั้งยังส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของเราทั้งทางตรงและผ่านทางการทําปฏิกิริยากับจุลินทรีย์

ประเด็นดังกล่าวจึงถูกยกขึ้นมาเป็นอีกเหตุผลของการเพิ่มขึ้นของภาวะภูมิแพ้ ในระยะหลังๆนี้ การทดสอบเรื่องความปลอดภัยของสารเจือปนอาหารและสารให้ความหวานส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่ความเสี่ยงของความเป็นพิษหรือการก่อมะเร็ง แต่ไม่ได้ตรวจสอบผลที่เกิดกับระบบเผาผลาญของร่างกาย เพราะฉะนั้นจนกว่าเราจะมีข้อมูลมากกว่านี้ บางทีพวกเราก็ควรลดหรือถ้าให้ดีก็หลีกเลี่ยงสารเคมี “ที่ไม่เป็นอันตราย” เหล่านี้ไปเสียเลย

กระแสความนิยมสารให้ความหวานในเครื่องดื่มและอาหารที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกเหมือนจะชะลอตัวลง เพราะผู้คนเริ่มหันมาหาผลิตภัณฑ์ที่เป็นธรรมชาติ แต่ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ข้อเสียก็คือ นั่นหมายถึงการใช้น้ำตาลเพิ่มขึ้น บริษัทน้ำอัดลมพยายามเอาใจลูกค้าที่ใส่ใจสุขภาพด้วยการใช้ใบหญ้าหวาน (Stevia) เป็นตัวเลือก “ธรรมชาติ” สําหรับสารให้ความหวาน ซึ่งเริ่มมีมาตั้งแต่ปี 2011 ในกลุ่มสหภาพยุโรป โดยอ้างว่าลดแคลอรีลงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ แต่เนื่องจากมีราคาสูงจึงมักถูกนํามาผสมกับน้ำตาลราคาถูก มีการอ้างว่าหญ้าหวานไม่ส่งผลเสียใดๆ แต่กว่าที่คุณจะได้ดื่มเครื่องดื่มที่ใส่สารให้ความหวานน่าอัศจรรย์ชนิดใหม่นี้ มันก็ผ่านการแปรรูปทางเคมีมาหลายขั้นตอนแล้วล่ะ และมีบางคนที่ยังสามารถรับรู้รสชาติแปลกๆที่เหมือนโป๊ยกั้กของมันได้ด้วย