มหัศจรรย์น้ำผลไม้และดีท็อกซ์กับวิธีการอดอาหารอดเพื่อชะล้างชุมชีพจุลินทรีย์

มหัศจรรย์น้ำผลไม้และดีท็อกซ์กับวิธีการอดอาหารอดเพื่อชะล้างชุมชีพจุลินทรีย์

มหัศจรรย์น้ำผลไม้และดีท็อกซ์

มหัศจรรย์น้ำผลไม้และดีท็อกซ์

“ผมดูอย่างกับกินแกะเข้าไปทั้งตัว” ปี 2007 โจ ครอส นักลงทุนหุ้นชาวซิดนีย์ มองตัวเองในกระจกและยอมรับว่าเขาอ้วนมาก โดยไม่รอช้า เขาเริ่มลดน้ำหนักด้วยการดื่มแต่น้ำผักผลไม้เป็นเวลา 60 วัน เป้าหมายของเขาคือลดน้ำหนักถาวรและหายจากโรคภูมิคุ้มกันทําลายตัวเองซึ่งทําให้เขาต้องพึ่งยาตลอด “ผมต้องการควบคุมชีวิตตัวเอง ได้อีกครั้ง” สมัยเด็กเขาเป็นเด็กกินจุ ชอบอาหารขยะและน้ำหวาน แต่เขาเล่นกีฬาเยอะ และยังรักษาหุ่นให้ผอมได้ พฤติกรรมเหล่านี้ยังคงต่อเนื่องไปจนโต และมีครั้งหนึ่งที่เขาพนันกินบิ๊กแมค 11 ชิ้นในคราวเดียว เขาดื่มโค้กวันละ 4-5 กระป๋อง รวมทั้งเบียร์อีกหลายกระป๋องหลังอาหารจีนระหว่างการติดต่องานในมื้อเที่ยง เขามีนิสัยเสพติดและต้องต่อสู้กับความรู้สึกอยากเหล้า ทั้งเขายังเป็นนักพนันตัวยงเหมือนพ่อของเขาด้วย

ตลอดเวลาหลายปีเขามุ่งเน้นแต่เรื่องที่จะประสบความสําเร็จและร่ำรวย ในขณะที่น้ำหนักของเขาก็ค่อยๆเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เขาลองกินตามแผนลดน้ำหนักและ การจํากัดอาหารระยะสั้นๆมาหมดแล้ว เคยแม้กระทั่งกินแต่ผลไม้หนึ่งเดือน ก่อนจะกลับไปสู่การกินแบบเดิมๆ ภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับตัวเขาเรื่อง Fat, Sick and Vearly Dead (อ้วน ป่วย และใกล้ตาย) ในปี 2010 บรรยายสถานการณ์ของเขาได้เป็นอย่างดี ในวัย 40 ปี โจหนักกว่า 140 กิโลกรัม ป่วยด้วยโรคภูมิคุ้มกันทําลายตัวเองและผื่นลมพิษที่เกิดจากหลอดเลือดอักเสบซึ่งพบไม่บ่อยนัก เขาเสียงที่จะมีภาวะหัวใจวายและเป็นโรคเบาหวานสูง เพื่อนของเขาบอกว่าเบื้องหลังชายออสเตรเลียผู้ชอบดื่มเบียร์ ร่ำรวย และดูเฮฮาคนนี้ เขาคือคนที่เคยเกือบจะฆ่าตัวตาย

ผื่นลมพิษเห่อขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเมื่อ 10 ปีก่อนหลังเล่นกอล์ฟในแคลิฟอร์เนีย ลมพิษเป็นโรคที่แปลก เกิดจากการที่เส้นเลือดเล็กๆตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆมากเกินกว่าเหตุและหลั่งสารฮิสตามีนออกมา และมันยังทําให้เกิดภาวะข้อต่ออักเสบด้วย มันเป็นโรคกึ่งภูมิแพ้กึ่งภูมิคุ้มกันทําลายตัวเอง เมื่อถูกกระตุ้นด้วยความร้อน การสัมผัส หรือแม้แต่มลภาวะทางอากาศ ผิวหนังจะเป็นตุ่มบวมแดงขนาดใหญ่เหมือนถูกตําแยหรือตัวเหลือบกัดมา

บางครั้งแม้แต่การจับมือทักทายก็กระตุ้นอาการของเขา ผิวหนังของเขาจะบวมแดงขึ้นมาทันที ร่างกายของเขาตอบสนองโดยส่งของเหลวออกไปทางผนังหลอดเลือดที่รั่วซึมส่งผลให้ผิวหนังเป็นปื้นบวม ซึ่งเป็นปฏิกิริยาของการแพ้ที่รุนแรง โรคนี้ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด ยาสเตอรอยด์และยากดภูมิคุ้มกันเพียงแค่ช่วยบรรเทาอาการเท่านั้น เขาเคยกินยาคอร์ติโซน (สเตอรอยด์) ซึ่งให้ผลเหมือนอาการภูมิคุ้มกันทําลายตัวเอง ส่วนใหญ่คือช่วยได้มากในช่วงแรก แต่ในระยะยาวมันทําให้เขาอยากอาหารมากขึ้น และทําให้ปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวของเขาแย่ลงไปอีก (และยังมีผลข้างเคียงอื่นๆอีกมากมาย)

โจทําตามแผนลดน้ำหนักที่ให้กินแต่พืชเป็นเวลา 60 วัน เขาทําน้ำผักผลไม้ดื่ม สําหรับมื้อเช้า กลางวัน และเย็น เขามักจะดื่มน้ำผลไม้รวมในตอนเช้า แต่สูตรหลักซึ่งเขาเรียกว่า “mean green” นั้นประกอบด้วยใบเคล 6 ใบ แตงกวา 1 ลูก เซเลอรี่ 4 ก้าน แอ๊ปเปิ้ลเขียว 2 ผล เลมอนครึ่งผล และขิงฝาน 1 ชิ้น เขาพกเครื่องคั้นน้ำ และเครื่องปั่นส่วนตัวติดไปด้วยทุกที่ เขาถูกห้ามไม่ให้ดื่มแอลกอฮอล์ ชา และกาแฟ รวมทั้งห้ามกินอาหารและดื่มเครื่องดื่มอื่นๆด้วย เขาเล่าว่าสามวันแรกทรมานมาก จากนั้นเขาก็เริ่มชิน

เขาจงใจทําทั้งหมดนี้ในขณะเดินทางทั่วอเมริกาเพื่อดูปฏิกิริยาของผู้คน เขาต้องการทดสอบความมุ่งมั่นของตัวเองในประเทศที่เต็มไปด้วยอาหารขยะ และต้อง เผชิญกับความเย้ายวนอย่างต่อเนื่อง

เมื่อการเดินทางพร้อมกับดื่มน้ำผักผลไม้ของเขาสิ้นสุดลง เขาน้ำหนักลดลง 37 กิโลกรัม เท่ากับลดได้ราววันละครึ่งกิโล  ระดับคอเลสเตอรอลของเขาลดลง 50 เปอร์เซ็นต์ เขาบอกว่ารู้สึกดีสุดๆ เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงาน ออร่าแบบคนสุขภาพดี ยังเปล่งประกายเมื่อเขาเริ่มกินผลไม้และผัก เขาค่อยๆลดยาลง และภายใต้การดูแลของแพทย์ เขาก็หยุดคอร์ติโซน และผื่นภูมิแพ้ก็ไม่กลับมาอีก เขายังชักชวนคนขับรถบรรทุกที่อ้วนกว่าเขาและมีผื่นภูมิแพ้แบบเดียวกันซึ่งเขาพบโดยบังเอิญในแอริโซนาให้เปลี่ยนมากินตามแบบของเขา และคนขับรถคนนั้นก็ประสบความสําเร็จหลังจากทําตามวิธีของเขา

โจ ครอส และเรื่องราวของเขานับเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนจํานวนมากหันมาลองวิธีของเขา ซึ่งโดยปกติเป็นการอดอาหารด้วยการดื่มน้ำผักผลไม้ 2-10 วัน และได้ผลดีมากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป แต่แน่นอนว่าโจมีข้อได้เปรียบตรงที่เขารวยและยังโสด เขาสามารถหยุดงานได้หกสิบวัน ทั้งยังมีหมอและโภชนากรคอยให้คําแนะนําเรื่องสุขภาพและอาหาร เขายังมีทีมถ่ายทําอีกเป็นพรวนซึ่งเขาบอกว่าไม่ได้ช่วยเสมอเพราะเขาต้องนั่งรอในรถขณะที่พวกนั้นเข้าไปกินแมคโดนัลด์กันอย่างเอร็ดอร่อย

ที่สําคัญคือโจมีแรงบันดาลใจจากความเจ็บป่วยรวมทั้งภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับการทดลองส่วนตัวของเขาด้วย อย่างไรก็ตาม บททดสอบที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ว่าเขาจะทำได้ครบหกสิบวันหรือไม่ แต่อยู่ที่เขาจะรักษาน้ำหนักใหม่ที่ดีต่อสุขภาพได้ต่อไปหรือไม่ต่างหาก ห้าปีผ่านไป ทุกสิ่งยังคงดําเนินไปด้วยดี ด้วยการกินแต่ผักเพื่อสุขภาพสลับกับการดื่มแต่น้ำผักผลไม้เป็นช่วงๆ เขาจึงยังรักษาน้ำหนักให้คงที่ได้ และถึงขนาดลดน้ำหนักลงได้อีกหน่อยด้วย

“การดื่มน้ำผักผลไม้และดีท็อกซ์ถูกนํามาใช้เป็นวิธีลดน้ำหนักและ “ปลุก” ร่างกายใหม่ ทั้งที่งานวิจัยหรือการทดลองทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการดื่มน้ำผลไม้นั้นมีน้อยมากหรือไม่มีเลย ข้อมูลส่วนใหญ่ล้วนมาจากเรื่องเล่าส่วนตัวตามเว็บไซต์ โฆษณา แน่นอนว่ามันกลายเป็นกระแสนิยม และยอดขายเครื่องคั้นน้ำผลไม้และน้ำผลไม้ผสมพร้อมดื่มราคาแพงก็พุ่งขึ้นในหลายประเทศ แน่นอนว่าผักผลไม้สดจํานวนมากเป็นแหล่งสารอาหารที่ดีเยี่ยม ทั้งสารอาหารส่วนใหญ่ก็ไม่มีในเนื้อสัตว์และคาร์โบไฮเดรตขัดขาว แนวคิดที่เว็บไซต์เหล่านี้นําเสนอคือ การดื่มน้ำผักผลไม้แทนที่จะกินทั้งผลมีข้อดีในแง่ที่ช่วยให้ระบบย่อยอาหารได้พักผ่อน แล้วมันจริงหรือเปล่า?

เราถูกบอกว่าการดื่มแต่น้ำผักผลไม้จะช่วยให้การดูดซึมสารอาหารเป็นไปได้ง่ายขึ้น ทั้งยังเป็นการขับสารพิษออกไปจากร่างกายด้วย “สารพิษ” เหล่านี้ไม่เคยมีคํานิยามที่ชัดเจนว่าคืออะไร แต่บางเว็บไซต์บอกว่าเป็นกรด เซลล์ที่ตายแล้วหรือของเสียในร่างกาย สารพิษเหล่านี้สะสมในเซลล์จนเป็นอันตราย “เซลล์ที่ตายแล้ว สารพิษ และกรดหลุดเข้าสู่กระแสเลือด” ทําให้เกิดการอักเสบ ซึ่งนําไปสู่โรคเรื้อรัง ภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคที่เรารู้จักกันดีอีกมากมาย

แต่ปัญหานี้แก้ได้เพียงแค่ดื่มน้ำผักผลไม้ที่อุดมด้วยสารอาหารเข้มข้นร่วมกับการอดอาหารก็จะขจัดสารพิษในร่างกายออกไป ปรับสมดุลความเป็นกรด-ด่างในเลือดและทําให้ ร่างกายบริสุทธิ์ในที่สุด อ่านมาถึงตอนนี้ คุณคงคุ้นเคยกับเรื่องราวทํานองนี้ซึ่งนํามาบอกเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีกในหนังสือและเว็บไซต์ต่างๆ ที่น่าเศร้าคือ มันเป็นเรื่องไร้สาระทั้งเพ แน่นอน สารอาหารในน้ำผักผลไม้สดย่อมดีต่อร่างกาย แต่ข้ออ้างที่ไม่มีมูลทางวิทยาศาสตร์ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมการดีท็อกซ์ร่างกายโดยการอดอาหารด้วยน้ำผักผลไม้เป็นเรื่องที่ไม่ก่อประโยชน์ใดๆในมุมมองของนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ที่จริงจังกับประเด็นนี้ แนวคิดนี้ทําให้นึกถึงยุคกลางที่การขจัดพิษ การใช้ปลิง และการปล่อยเลือดออก เป็นวิธีที่นิยมแพร่หลาย แต่ร่างกายของเรา (ไม่ได้เหมือนในหนังไซไฟ) ไม่ได้ก่อสารพิษหรือมีกรดกระจายไปทั่วหรือต้องการการชะล้างสารพิษที่ก่อตัวอย่างสม่ำเสมอแต่อย่างใด

 

อดเพื่อชะล้างชุมชีพจุลินทรีย์ของคุณ

อดเพื่อชะล้างชุมชีพจุลินทรีย์ของคุณ

หลายคนน้ำหนักลดจากการดื่มแต่น้ำผักผลไม้ ซึ่งนี่อาจเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการอดอาหาร แม้ว่าการอดอาหารจะไม่มีคํานิยามที่ชัดเจน แต่โดยทั่วไปหมายหมายถึงการกินหรือดื่มเพียง 0-30 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน ปี 2011 หนังสือเกี่ยวกับการอดอาหารแนวใหม่เล่มหนึ่งวางจําหน่ายและทําลายสถิติยอดขายทั้งหมดในสหราชอาณาจักร หนังสือ The Fast Diet ได้รับการสนับสนุนโดย ไมเคิล มอสลีย์ ซึ่งเป็นพรีเซ็นเตอร์ทางโทรทัศน์ของอังกฤษ เขาทําสารคดีทางช่องมีบีบีซีเกี่ยวกับการลดน้ำหนักและการอดอาหาร โดยทดลองสูตรต่างๆด้วยตัวเอง หนึ่งในวิธีที่เขาทดลองคือการอดอาหารต่อเนื่องหลายวัน และอยู่ด้วยการกินอาหารเพียงวันละไม่กี่ร้อยแคลอรี การอดอาหารระยะยาวนี้มีชื่อเรียกว่า Calorie Restriction (CR) เป็นแนวทางสําหรับคนมุ่งมั่นสุดๆเท่านั้น ไมเคิลทํามันได้และลดน้ำหนักได้สําเร็จ แต่เขารู้สึกว่าวิธีนี้โหดเกินไปทั้งต่อร่างกายและจิตใจสําหรับคนปกติทั่วไป

หลังจากปรึกษานักวิทยาศาสตร์ เขาลองวิธีที่ทําได้ง่ายกว่านั่นคือการลดพลังงานที่กินลงเหลือเพียงไม่ถึงหนึ่งในสามของปกติ (ประมาณ 500 แคลอรี่สําหรับผู้หญิง และ 600 แคลอรีสําหรับผู้ชาย) เป็นเวลาสัปดาห์ละ 2 วัน โดยอีกห้าวันที่เหลือกินตามปกติ ในวันที่อดอาหารนั้นมื้อเช้าอาจเป็นไข่และผลไม้ มื้อกลางวันเป็นถั่วเปลือกแข็งหนึ่งกํามือกับแครอต ส่วนมื้อเย็นเป็นปลากับผักและดื่มชาสมุนไพรต่างๆ แม้ว่าไมเคิลจะไม่เคยถูกเรียกว่าอ้วน แต่เขาก็พบว่าตัวเองมีน้ำหนักลดลง 7 กิโลกรัมอย่างง่ายดายในช่วงเวลา 5 สัปดาห์ โดยที่ยังสามารถกินและดื่มสิ่งที่ตัวเองชอบได้ในวันที่ไม่อดอาหาร อัตราไขมันในร่างกายของเขาลดลงอย่างรวดเร็วจนน่าแปลกใจจาก 27 เหลือ 20 เปอร์เซ็นต์

ผลจากการอดอาหารเป็นช่วงๆดูจะมีนัยสําคัญมากกว่าแค่ผลของการลดแคลอรี ยังไม่มีงานวิจัยระยะยาวในมนุษย์ แต่ในสเปนปี 1956 – ภายใต้การนําของนายพลฟรังโก ในช่วงก่อนที่จะมีคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย มีบ้านพักคนชราแห่งหนึ่งถูกใช้เป็นที่ทํางานวิจัยที่ไม่มีการทําซ้ำและไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก บ้านพักคนชราแห่งนี้อยู่ภายใต้การดูแลของกลุ่มพยาบาลที่เข้มงวดจากเซนต์โจเซฟในมาดริด ผู้สูงอายุที่ทุกข์ทรมานมายาวนาน 120 คน (ซึ่งไม่น่าจะอ้วนท้วนกันอยู่แล้วตั้งแต่ต้น) ถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้รับอาหารในปริมาณไม่เท่ากัน โดยปริมาณแคลอรีจะแตกต่างกันไปวันเว้นวัน วันหนึ่งได้รับเพียง 900 แคลอรี (นมหนึ่งลิตรกับผลไม้) วันถัดมาได้รับ 2,300 แคลอรี

ส่วนอีกกลุ่มได้รับอาหารเฉลี่ยวันละ 1,600 แคลอรี่เท่ากันทุกวัน ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่ปกติสําหรับขนาดร่างกายและอายุ หลังจากผ่านไปสามปี กลุ่มที่ได้รับพลังงานมากน้อยสลับกันมีอัตราการเสียชีวิต น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง (6 ต่อ 13) และจํานวนวันที่ใช้ในการรักษาตัวในโรงพยาบาลเพื่อรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ การติดเชื้อ รวมถึงปัญหาอื่นๆก็น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง

แน่นอนว่ามนุษย์มีการอดอาหารเป็นช่วงๆมาหลายพันปีด้วยเหตุผลทางศาสนา อันที่จริงแล้วสาวกของศาสนาหลักอย่างชาวคริสต์ มุสลิม ยิว ฮินดู พุทธ ฯลฯ ต่างเคยอดอาหารอันเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อและการฝึกตน เป็นเรื่องยากที่จะเริ่มต้นศาสนาใหม่โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของอาหารและการอดอาหารเล็กน้อยเพื่อสุขภาพ แนวทางการกินอาหารของศาสนาต่างๆล้วนเกี่ยวข้องกับประโยชน์ต่อสุขภาพ ดังนั้นการอดอาหารต้องมีดีอะไรสักอย่างต่อสุขภาพ

สัตว์หลายชนิดในธรรมชาติล้วนอดอาหาร สัตว์ที่จําศีลอย่างเช่นกระรอกนั้นมีจุลินทรีย์ในลําไส้แตกต่างกันไปตามช่วงฤดูกาล ซึ่งเห็นได้จากมูลของมันที่นํามาตรวจก่อนและหลังช่วงจําศีล และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็ดูจะส่งผลในทางที่ดี จุลินทรีย์ในลําไส้มีความหลากหลายอย่างมากหลังจากเริ่มกลับมากินอาหารได้สองสัปดาห์ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ อันเป็นช่วงที่ระดับกรดไขมันบิวไทเรตซึ่งดีต่อสุขภาพเพิ่มสูงขึ้น ในช่วงจําศีล จุลินทรีย์ที่อยู่รอดจะกินเศษเซลล์ผนังเยื่อบุลําไส้ ในขณะที่จุลินทรีย์ที่พึ่งพาอาหารจะหายไป งูหลามพม่ามีลําตัวยาวถึง 5.50 เมตรและมีอาหารมากกว่าหนูและหมู แต่มันไม่รู้ว่ามื้อต่อไปจะได้กินเมื่อใด ดังนั้นมันจึงมีช่วงเวลาอดอาหารยาวนานซึ่งอาจกินเวลามากกว่าหนึ่งเดือน

ในช่วงนี้กระเพาะอาหารของมันจะหดเล็กลง นักวิจัยที่กล้าหาญเก็บตัวอย่างมูลของงูหลามมาตรวจ และพบการเปลี่ยนแปลงในชุมชีพจุลินทรีย์เช่นเดียวกับในกระรอกจําศีล และหลังจากที่มันได้กินอาหารมื้ออร่อยหนึ่งหรือสองวันก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในลําไส้ครั้งใหญ่อีก เห็นได้ชัดว่าสัตว์ทุกตัวล้วนมีความเชื่อมโยงทางธรรมชาติระหว่างการอดอาหารกับจุลินทรีย์ของพวกมัน

การทดลองในหนูทดลองแสดงให้เห็นว่า หากการกินตอนกลางคืนตามปกติของมันถูกรบกวนและทําให้มันกินมากขึ้นเหมือนมนุษย์ จุลินทรีย์ในลําไส้ของมันจะแย่ลง และรูปแบบการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ซึ่งเป็นวงจรประจําวันตามธรรมชาติก็จะเสียไป แต่ถ้าคุณอัดอาหารให้มันในช่วงระยะเวลา 6-8 ชั่วโมง แล้วเว้นช่วงเวลา ระหว่างมื้อนาน 18 ชั่วโมง มันจะยิ่งมีสุขภาพดีขึ้น ผอมลง และมีความต้านทานต่ออาหารไขมันสูง

จุลินทรีย์สายพันธุ์หลักที่ชอบการอดอาหารคือ อักเคอแมนเซีย (Akkermansia) มันหากินตามเยื่อบุลําไส้พร้อมกับทําความสะอาดไปด้วย น่าแปลกที่กระบวนการนี้ช่วยเพิ่มความหลากหลายของแบคทีเรียสายพันธุ์อื่นๆด้วย อย่างไรก็ตาม หากเราอดอาหารนานเกินไป จุลินทรีย์จะทําลายเยื่อบุลําไส้และก่อให้เกิดปัญหาตามมา ในการศึกษานําร่องของโครงการ Gut Projects ทั้งในอเมริกาและอังกฤษพบว่า การเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในลําไส้ที่เกิดประโยชน์สูงสุดคือในกลุ่มที่อดอาหารแล้วมีความหลากหลายของแบคทีเรียมากขึ้น