อันตรายจากน้ำตาลและอัตราฟันผุในเด็กที่พุ่งสูงขึ้น

อันตรายจากน้ำตาลและอัตราฟันผุในเด็กที่พุ่งสูงขึ้น: ทุกวันนี้พบว่ามีเด็กที่ต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อถอนฟันเนื่องจากฟันผุตั้งแต่เนื่นๆกันเป็นเรื่องปกติแล้วจริงหรือ? แล้วพวกเราต้องกังวลเรื่องการกินผลไม้มากเกินไปไหม?

อัตราฟันผุในเด็กและน้ำยาบ้วนปากมรณะ

อันตรายจากน้ำตาลและอัตราฟันผุในเด็กที่พุ่งสูงขึ้น

“ฉันคิดว่าการให้ลูกดื่มน้ำผลไม้ขวดน่าจะดีสําหรับเขา” ผู้ปกครองของบิลลี่เชื่อว่า เครื่องดื่มผลไม้ซึ่งอุดมด้วยสารอาหารและวิตามินซีน่าจะดีต่อสุขภาพ แต่กลับกลายเป็นว่าเครื่องดื่มเหล่านั้นทําให้ลูกของพวกเขาฟันผุ ทั้งที่แปรงฟันวันละสองครั้งด้วยยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ เด็กชายวัยห้าขวบก็ยังมีฟันผุเต็มปาก บิลลีถูกถอนฟัน 10 ซี่ด้วยการวางยาสลบที่โรงพยาบาลทันตกรรมแมนเชสเตอร์ การถอนฟันสิบซี่ถือเป็นเกณฑ์สูงสุดที่อนุญาตให้ถอนได้ภายใต้แนวทางปฏิบัติในปัจจุบัน อันที่จริงแล้วหมอต้องการถอนออก 15 ซี่ แต่นั่นหมายความว่าจะต้องรออีก 9 เดือน และต้องค้างคืนในโรงพยาบาล หนึ่งคืน ตอนนี้บิลลีเหลือฟันในปากเพียง 10 ซี่ ฟันบน 4 ซี่ ฟันล่าง 6 ซี่ ส่วน ฟันน้ำนมที่เหลือซึ่งผุไปตั้งแต่ยังไม่ทันจะโผล่พ้นเหงือกขึ้นมาก็จะหลุดออกภายในหกเดือนข้างหน้าเพื่อให้ฟันแท้ได้งอกขึ้นมาแทน บิลลีไม่ได้รับอนุญาตให้ดื่มน้ำผลไม้ก่อนนอนอีกต่อไป

บิลลีเริ่มมีปัญหาครั้งแรกเมื่ออายุสองขวบครึ่ง แม่ของเขาซึ่งเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์วัย 25 ปีเล่าว่า “ฉันไม่เคยได้รับคําแนะนําใดๆเรื่องการดูแลฟันของบิลลี ฉันรู้ว่ามันอาจเป็นความผิดของฉัน แต่ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันคิดว่าบิลลีได้กินอาหารที่สมดุล และต่อให้เขาไม่ได้ดื่มน้ำผลไม้หรือน้ำอัดลม หรือกินช็อกโกแลตมากมายขนาดนั้นแล้วฉันก็เพิ่งมารู้ว่าเป็นเพราะเขากินของพวกนั้นผิดเวลาด้วย ยิ่งช่วงก่อนนอนยิ่งแล้วใหญ่ เพราะน้ำตาลจะมีเวลาตลอดคืนในการกัดกร่อนฟัน”

ทุกสัปดาห์มีเด็กห้าร้อยคนในสหราชอาณาจักรที่ต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อถอนฟันผุ เด็กห้าขวบหนึ่งในสิบคนมีฟันผุและกระแสคลั่งไคล้น้ำผลไม้ในปัจจุบันก็กําลังก่อให้เกิดปัญหาในผู้ใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มแรกที่หยิบยกผลข้างเคียงของน้ำตาลมาพูดถึงคือนักวิจัยด้านทันตกรรม ซึ่งสังเกตเห็นอัตราการเกิดฟันผุที่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อนโยบายการปันส่วนน้ำตาลสิ้นสุดลง หลังจากที่อัตราดังกล่าวเคยลดลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง บรรดาแม่ๆยังคงเติมน้ำตาลลงในนมสําหรับทารกและในจุกนมหลอก แต่หมอฟันหลายคนก็มีความสุขที่มีงานเพิ่มและรายได้จากการอุดฟันผุ พวกเขาไม่ได้พยายามอย่างจริงจังที่จะเปลี่ยนเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของผู้ป่วย นอกจากบางครั้งก็จะบอกว่าผู้ป่วยแปรงฟันไม่ดีพอ ในทางตรงกันข้าม ครอบครัวของหมอฟันเองไม่มีใครดื่มน้ำหวานตอนกลางคืนหรือแม้แต่เครื่องดื่มที่เป็นนม และดูเหมือนจะไม่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับฟันเหมือนเด็กคนอื่นๆ นั่นแสดงให้เห็นว่าฟันผุเป็นเรื่องที่ป้องกันได้

อัตราความถี่ของฟันผุในเด็กซึ่งเพิ่มขึ้นถึงจุดสูงสุดในทศวรรษ 1960 ลดลงอย่างมากถึงปีละ 5 เปอร์เซ็นต์ เมื่อหลายๆประเทศแนะนําให้เติมฟลูออไรด์ในน้ำและยาสีฟันเพื่อต่อสู้กับน้ำตาล ออเบรย์ เชแฮม นักวิจัยเรื่องฟันก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นกระบอกเสียงในเรื่องที่บุคลากรในวิชาชีพและรัฐบาลไม่ดําเนินการใดๆ เพื่อต่อต้านการบริโภคน้ำตาลที่เพิ่มขึ้น ในช่วงกลางทศวรรษ 1980 น้ำตาลทําให้ความชุกของโรคฟันผุในประเทศกําลังพัฒนาไล่ทันประเทศตะวันตกแบบครึ่งต่อครึ่ง เชแฮมเสนอว่า หมอฟันของเราควร “ย้ายประเทศทํางานหรือไม่ก็เริ่มเล่นกอล์ฟให้มากขึ้น” อันที่จริงในช่วงทศวรรษ 1960 มีคําเตือนอย่างชัดเจนแล้วว่า นอกจากร่างกายของเราจะปรับตัวได้ไม่ดีนักกับอาหารใหม่ชนิดนี้ แต่มันยังอันตรายต่อเราด้วย

ในขณะที่ฟันผุลดลงอย่างมากในโลกตะวันตก หมอฟันบางคนยังสังเกตเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้ในประเทศที่ไม่มีการใช้ฟลูออไรด์หรือการเปลี่ยนแปลงใดๆเรื่องการแปรงฟันด้วย และคิดว่าเรื่องนี้น่าจะสืบเนื่องจากการใช้ยาปฏิชีวนะเพิ่มขึ้นในเด็ก และสิ่งที่ปรากฏก็คืออันที่จริงแล้วฟันผุไม่ได้มีสาเหตุจากน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นโดยตรง แต่เป็นเพราะจุลินทรีย์ต่างหาก

จุลินทรีย์โดยทั่วไปของเราไม่ได้คุ้นเคยกับน้ำตาลมากมายมหาศาล ยกเว้นสายพันธุ์หนึ่งที่ชื่อว่า สเตร็ปมิวแทนส์ (Strep mutans) ซึ่งชื่นชอบอาหารใหม่ๆและกินน้ำตาลรอบฟันและเหงือกของเราอย่างหิวกระหาย ทั้งยังแบ่งตัวอย่างรวดเร็วด้วย โชคไม่ดีที่จุลินทรีย์เหล่านี้ไม่เหมือนกับจุลินทรีย์ที่ไม่มีพิษภัยอื่นๆตรงที่มันใช้น้ำตาลสร้างกรดแล็กติกซึ่งทําให้เกิดรูเล็กๆบนชั้นเคลือบฟันของเรา สเตร็ป มิวแทนส์ เกาะติดกับฟันของเราด้วยการยึดตัวมันกับคราบหินปูน อันที่จริงแล้ว คราบหินปูนซึ่งเราคุ้นเคยดีนี้ก็คือกลุ่มของแบคทีเรียที่ไม่เป็นอันตราย 600 สายพันธุ์ ซึ่งเกาะตัวอยู่ด้วยกันเป็นชุมชีพที่มีลักษณะเป็นเยื่อเมือกเหนียวๆ (เรียกว่าไบโอฟิล์ม (biofilm)] นั่นเอง พวกมันสร้างสสารที่มีลักษณะเหมือนกาวอย่างชาญฉลาดจากน้ำตาลที่มันเผาผลาญ ส่งผลให้มันเกาะกินอาหารได้อย่างปลอดภัย เรื่องน่าขําก็คือ คนที่ใช้น้ำยาบ้วนปากทุกวันอาจจะฆ่าจุลินทรีย์มีประโยชน์ของตัวเองและเปิดโอกาสให้จุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายเข้ายึดครองพื้นที่ นําไปสู่โรคเหงือกและฟันมากขึ้น ผลงานวิจัยงานหนึ่งชี้ให้เห็นว่าการบ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปากยังเพิ่มความดันโลหิตและความเสี่ยงต่อโรคหัวใจอีกด้วย

ในช่วงที่ฟันผุระบาดก็ยังพบว่ามีเด็กประมาณ 15 – 20 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่ได้รับผลกระทบเลยราวกับพวกเขามีเกราะป้องกันฟันผุ ทั้งที่เด็กเหล่านี้ก็กินซีเรียลรสหวานและดื่มโคลาเป็นอาหารเช้า ทั้งยังไม่ค่อยแปรงฟันด้วย นั่นเป็นเพราะพวกเขาโชคดีที่มียีนที่ผลิตโปรตีนชนิดพิเศษในน้ำลายซึ่งช่วยยับยั้งการทําลายฟันของสเตร็ปมิวแทนส์ได้

ซีเรียลยี่ห้อ Sugar Smacks, Honey Smacks, Sugar Puffs, Coco-Pops, All Stars, Frosties ฯลฯ เหล่านี้มีน้ำตาลล้วนๆมากถึง 35 เปอร์เซ็นต์ ในสหรัฐอเมริกา ซีเรียลยี่ห้อเดียวกันนี้มีน้ำตาลมากขึ้นอีก 10 เปอร์เซ็นต์ เราใช้ช่วงเวลาแห่งความสุขหลายชั่วโมงที่คลินิกหมอฟันแถวบ้านซึ่งออกจะชอบใจที่เห็นเรายังกินซีเรียลต่อไปพร้อมๆกับทําร้ายตัวเอง ที่น่ากังวลก็คือสี่สิบปีต่อมา ซีเรียลเหล่านี้ (บางยี่ห้อตัดคําว่า “sugar” ออกไปจากชื่อ) ก็ยังคงวางจําหน่ายในบรรจุภัณฑ์ที่ดูดีต่อสุขภาพและไม่มีคําเตือนใดๆ

งานวิจัยล่าสุดแสดงให้เห็นว่าโพรไบโอติกหรือแบคทีเรียที่ดีอย่างแล็กโตบาซิลลัส ช่วยป้องกันแบคทีเรียที่สร้างกรดกัดกร่อนฟันอย่างสเตร็ปมิวแทนส์ได้ บริษัทเยอรมันได้พัฒนาลูกอมโพรไบโอติก (ปราศจากน้ำตาล) ที่ให้อมเล่นวันละ 5 ครั้ง เพื่อลดจํานวนจุลินทรีย์ โพรไบโอติกนี้คือแล็กโตบาซิลลัสแบบที่พบในชีส แต่ถูกนําไปผ่านความร้อนเพื่อทําให้เชื้อตายก่อน มันจะจับกับจุลินทรีย์ในปากและยับยั้งไม่ให้จุลินทรีย์เหล่านั้นเกาะตัวเป็นคราบรอบฟันเรา จากนั้นก็จะถูกน้ำาลายชะลางออกไป งานทดลองเกี่ยวกับโพรไบโอติกแบบเดียวกันที่ใช้ระยะเวลานานขึ้นแสดงให้เห็นว่าโพรไบโอติกยังคงอยู่รอดในช่องปาก และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อไปอีกหลายสัปดาห์ งานทดลองยังพบด้วยว่าการให้เด็กกินชีสที่มีจุลินทรีย์ธรรมชาติหรือโยเกิร์ตปราศจากน้ำตาลก็ให้ผลเช่นเดียวกัน

ภาวะฟันผุเริ่มกลับมาอีกครั้งแม้จะมีการนําฟลูออไรด์เข้ามาช่วย อัตราฟันผุเพิ่มขึ้นอีกครั้งในหลายประเทศ และประชากรประมาณหนึ่งในสามของโลกมีฟันผุที่ไม่ได้รักษา ประชากรกลุ่มเดียวที่ไม่มีปัญหาดังกล่าวคือชนเผ่าที่อยู่ห่างไกลซึ่งกินเนื้อสัตว์หรือปลาเป็นอาหาร เช่นเดียวกับที่บรรพบุรุษของเราซึ่งเป็นนักล่าทํา ปัจจุบันเรารู้แล้วว่าโรคฟันผุเกิดขึ้นแม้แต่กับบรรพบุรุษสมัยที่มีการเพาะปลูกในยุคนีโอลิทึก (Neolthic) ช่วงเริ่มต้น ซึ่งกินอาหารจําพวกแป้งสตาร์ช ในสหราชอาณาจักร ทุกวันนี้พบว่ามีเด็กที่ต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อถอนฟันเป็นเรื่องปกติ ซึ่งคิดเป็นรายจ่ายของประเทศกว่า 45 ล้านปอนด์ น้ำตาลที่เพิ่มขึ้นในรูปของน้ำอัดลมและน้ำผลไม้ยังคงเป็นสาเหตุหลัก และตอนนี้เมื่อรวมกับจุลินทรีย์ที่ฟันของเราก็ยิ่งขัดขวางผลด้านการปกป้องของฟลูออไรด์

เรารู้อะไรมากมายเกี่ยวกับผลกระทบของน้ำตาลที่มีต่อแบคทีเรียในช่องปาก แต่เรารู้น้อยมากเกี่ยวกับผลกระทบที่มีต่อแบคทีเรียในลําไส้ ทั้งนี้เพราะงานวิจัยส่วนใหญ่มักพุ่งเป้าไปที่อาหารไขมันสูง หรือไม่ก็ทั้งอาหารไขมันสูงและน้ำตาลสูง เมื่อเรารู้แล้วว่าบรรพบุรุษของเราแทบไม่ค่อยได้กินน้ำผึ้งและไม่มีสมูทตี้ดื่ม ร่างกายและจุลินทรีย์ในลําไส้ของเราย่อมปรับตัวได้ไม่ดีนักกับน้ำตาลในปริมาณสูง โดยเฉพาะในรูปของเหลว

 

เคี้ยวหรือจิบคาร์โบไฮเดรตดี

อันตรายจากน้ำตาลและอัตราฟันผุในเด็กที่พุ่งสูงขึ้น

ระบบย่อยอาหารของเราได้ถูกวางแผนมาเป็นอย่างดีให้มีกระบวนการกระตุ้น จัดการ และย่อย เริ่มจากสมองที่คิดถึงอาหาร น้ำย่อยจากกระเพาะและฮอร์โมนก็พร้อมหลั่ง เช่นเดียวกับเอนไซม์อะไมเลสในน้ำลาย ตามมาด้วยการเคี้ยว ร่างกายคาดหวังให้เราเคี้ยวและกลืนอาหารอย่างช้าๆ โดยเชื่อว่าต้องเคี้ยวถึง 40 ครั้งจึงจะย่อยเนื้อเหนียวๆและผักได้เพียงพอสําหรับกระบวนการย่อยต่อไป ถ้าเทียบกับบรรพบุรุษแล้ว ทุกวันนี้เราใช้พลังการหนึ่งชามซึ่งแทบไม่ต้องเคี้ยวมาก ร่างกายของคุณจึงไม่มีเวลาในการส่งสัญญาณตามปกติ เมื่อน้ำตาลปริมาณมากไปถึงกระเพาะอาหาร มันก็ผ่านอย่างรวดเร็วไปยังลำไส้เล็กที่ซึ่งน้ำตาลส่วนใหญ่ถูกดูดซึม

กระบวนการเช่นนี้ส่งผลให้อินซูลินมีการตอบสนองที่ผิดปกติและผิดจังหวะ การจัดการกับกลูโคสเปลี่ยนไป น้ำดีถูกหลั่งออกมาผสมกับน้ำตาลที่คาดไม่ถึง และจุลินทรีย์ปกติในลําไส้จะถูกแทนที่ด้วยสายพันธุ์ที่ไม่ดีต่อสุขภาพซึ่งกินน้ำตาลเป็นอาหาร จุลินทรีย์ไม่ดีเหล่านี้ส่งสัญญาณไปเปลี่ยนแปลงการหลั่งของฮอร์โมนและน้ำดี ผลที่ตามมาคือระบบที่รวนไปหมด จุลินทรีย์ที่รอคอยสารอาหารกลับได้รับพลังงานสูญเปล่า จึงส่งสัญญาณไปยังสมองให้ส่งน้ำตาลมาให้มากขึ้น ในขณะที่กลูโคสก็ถูกเก็บไว้ในรูปของไขมัน ซึ่งมักเป็นไขมันในช่องท้อง

 

จุลินทรีย์ช่วยปกป้องเราจากฟรักโทสได้ไหม

อันตรายจากน้ำตาลและอัตราฟันผุในเด็กที่พุ่งสูงขึ้น

เหตุผลที่ฟรักโทสกลายเป็นที่ชิงชังในโลกอาหารทั้งที่มันพบได้ตามธรรมชาติ “ในผลไม้” เป็นเรื่องซับซ้อน เมื่อสิบปีก่อน ยุดคินเขียนไว้ในหนังสือว่าฟรักโทสน่าจะเป็นตัวร้าย ในขณะที่กลูโคสซึ่งได้จากการย่อยสตาร์ชในพืชนั้นต่างออกไปมาก ไม่มีใครสนใจสิ่งที่เขานําเสนอ อย่างไรก็ตาม ในที่สุดปริมาณน้ำตาลสูงในน้ำอัดลมก็เป็นที่สนใจของผู้คนในเวลาต่อมา

จอร์จ เบรย์ นักวิจัยด้านความอ้วนผู้โดดเด่นจุดประกายเรื่องน้ำตาลในปี 2004 เมื่อเขาชี้ให้เห็นความสอดคล้องที่ได้จากการสังเกตการณ์ระหว่างการบริโภคน้ำตาลที่มากขึ้นกับอัตราของโรคอ้วนที่พุ่งสูงขึ้นในสหรัฐอเมริกา ในประเทศส่วนใหญ่ การบริโภคเครื่องดื่มน้ำตาลสูงเพิ่มขึ้น 3-5 เท่าตั้งแต่ปี 1950 และในปี 2009 เกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานรวมที่คนในสหราชอาณาจักรได้รับนั้นมาจากน้ำอัดลมที่มีฟรักโทสสูง (และตัวเลขอาจมากกว่านี้ในวัยรุ่นบางคน) ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สะท้อนให้เห็นการเพิ่มขึ้นของภาวการณ์โรคอ้วนและเบาหวานทั่วโลก หลักฐานยืนยันด้านระบาดวิทยาจากการวิเคราะห์อภิมานของงานวิจัยเชิงสังเกตการณ์ขนาดใหญ่อื่นๆแสดงให้เห็นว่าการบริโภคน้ำอัดลมมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อโรคอ้วนและเบาหวานในเวลาต่อมา

เมื่อเปรียบเทียบฟรักโทสกับกลูโคสจะเห็นความแตกต่างที่น่าวิตกในแง่ของการเผาผลาญ ฟรักโทสส่วนใหญ่ถูกดูดซึมในลําไส้และส่งตรงไปยังตับ จากนั้นจึงถูกเปลี่ยนเป็นกลูโคส พลังงาน หรือไขมัน แต่สิ่งที่ต่างกับกลูโคสคือ ฟรักโทสส่งสัญญาณไปกระตุ้นอินซูลินน้อยมาก ในอดีต หมอที่ทะนงในความรู้ของตัวเองจะแนะนําให้ผู้ป่วยเบาหวานกินของหวานที่ทําจากน้ำตาลฟรักโทส ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ฉลาดเลย ฟรักโทสทํางานต่างจากกลูโคส แต่มันรบกวนการส่งสัญญาณอยากอาหารไปยังสมองตามปกติด้วย เรายังไม่ค่อยเข้าใจว่าฟรักโทสกับกลูโคสที่เหลืออยู่ในลําไส้ส่งผลอย่างไรต่อจุลินทรีย์ในลําไส้ แต่เครื่องดื่มสําหรับนักกีฬาหลายยี่ห้อที่มีฟรักโทสซึ่งกระตุ้นกระบวนการหมักของแบคทีเรียในลําไส้นั้นส่งผลให้ท้องอืดและแน่นท้อง การที่บางคนมีปัญหาเรื่องการย่อยฟรักโทสนั้นเกี่ยวข้องกันพันธุกรรม ร่างกายของพวกเขาไม่สามารถจัดการกับฟรักโทส ทําให้ระดับฟรักโท ในเลือดเพิ่มสูงขึ้น

ความแตกต่างที่สําคัญระหว่างการเผาผลาญฟรักโทสและกลูโคสนํามาสู่การศึกษาในสัตว์ฟันแทะเพราะเป็นเรื่องยากที่จะทําในมนุษย์ ฟรักโทสก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่เป็นพิษต่อจุลินทรีย์ในหนู เช่นเดียวกับอาหารขยะและอาหารไขมันสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทําให้เกิดไขมันพอกตับ แต่ผลข้างเคียงดังกล่าวแก้ไขได้ด้วยยาปฏิชีวนะ เมื่อให้หนูกินอาหารที่มีฟรักโทสปริมาณสูง ไขมันในช่องท้องของมันก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก การทดลองแบบสุ่มในคนให้ผลไม่ชัดเจนเท่าในหนูทดลอง แต่ก็แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการเผาผลาญและไขมันในช่องท้อง หลังจากผ่านไปไม่กี่เดือน ผลของไขมันในช่องท้องที่เกิดจากฟรักโทสและน้ำอัดลมดูเหมือนจะถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง และมันอาจจะเป็นสาเหตุของการระบาดของโรคอ้วนในดินแดนต่างๆ อย่างเช่น ตะวันออกกลาง ที่ซึ่งผู้คนจํานวนมากดื่มน้ำอัดลม และบ่อยครั้งที่พวกเขาก็ดูไม่อ้วนจากภายนอก เราเรียกคนเหล่านี้ว่า “ผอมนอก อ้วนใน” (thin-outside, fat inside: TOFTs) ซึ่งมีปัญหาด้านการเผาผลาญอย่างรุนแรง

ผลไม้ก็มีฟรักโทสสูง แล้วพวกเราต้องกังวลเรื่องการกินผลไม้มากเกินไปไหม? ยังไม่มีข้อมูลดีพอในเรื่องนี้ แต่พบว่าการกินผลไม้ทั้งผลเป็นอันตรายน้อยกว่า งานวิจัยในชาวญี่ปุ่น 425 คน ซึ่งอาศัยอยู่ในบราซิลและมีความเสี่ยงสูงต่อโรคเบาหวาน พบว่าคนที่กินผลไม้มีอัตราการเพิ่มขึ้นของอินซูลินในระดับปกติ ตรงข้ามกับผู้ที่ได้รับ ฟรักโทสในปริมาณเท่ากันจากการดื่มน้ำอัดลม/น้ำหวานซึ่งมีระดับอินซูลินเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว งานวิจัยขนาดเล็กที่ทําอย่างละเอียดก็แสดงผลแบบเดียวกัน และชี้ให้เห็นว่าผลไม้ทั้งผลมีอย่างอื่นที่ช่วยให้การปกป้อง สิ่งนี้น่าจะหมายถึงเส้นใยอาหารที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

การกินหรือดื่มน้ำตาลไม่ว่าจะในรูปแบบไหนในปริมาณที่มากเกินไปย่อมไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแคลอรีที่มาในรูปของของเหลว แม้จะแฝงมา ในรูปของ “น้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ” ก็ตาม อย่างไรก็ตาม ทั้งที่เป็นการโฆษณาเกินจริง แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์ว่าฟรักโทสเป็นผู้ร้ายสําคัญที่ต้องกําจัด แน่นอนว่าการเผาผลาญฟรักโทสและวิธีที่ร่างกายเราจัดการกับมันนั้นต่างจากกลูโคส และแม้ว่าตามทฤษฎีแล้วมันจะส่งผลร้ายแรงต่อเรามากกว่า แต่เราก็ต้องไม่ลืมด้วยว่ากลูโคสในปริมาณมากเกินไปก็นําไปสู่การสะสมของไขมันได้เช่นกัน

ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับพวกที่ต่อต้านฟรักโทสแย้งว่าข้อมูลดังกล่าวนี้มีจุดบกพร่องด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น ถ้าควบคุมพลังงานรวมที่บริโภคฟรักโทสนั้นไม่ได้แย่ไปกว่าน้ำตาลชนิดอื่นๆ บ้างก็ว่างานวิจัยในหนูทดลองให้หนูกินอาหารที่มีฟรักโทสสูงจนเกินปกติวิสัย (60 เปอร์เซ็นต์ของแคลอรีรวม) บ้างก็แย้งว่าตับของหนูไม่เหมือนกับของคน ทั้งยังบอกว่างานวิจัยในคนโดยทั่วไปเป็นงานวิจัยขนาดเล็ก ควบคุมคุณภาพไม่ดี และให้ผลที่ไม่สอดคล้อง สิ่งนี้ทําให้เกิดความลักลั่นแม้แต่ในการตีความงานทดลองต่างๆของการวิเคราะห์อภิมาน

ดูเหมือนว่าคนผอมที่สุขภาพดีจะสามารถจัดการกับฟรักโทสในเครื่องดื่มได้โดยไม่มีปัญหา หากดื่มเป็นบางครั้งบางคราว แต่เนื่องจากคนไม่ใช่หนู และไม่มีเงินมากพอที่จะใช้ในการทดลองที่ทําอย่างพิถีพิถันได้ เราจึงยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าแคลอรีส่วนเกินจากฟรักโทสส่งผลเลวร้ายกว่าการได้รับแคลอรีจากกลูโคสมากเกินไป จริงๆจนกว่าจะได้คําตอบที่ชัดเจน เราจําเป็นต้องหลีกเลี่ยงความผิดพลาดเดิมๆของแนวคิด “ลดทอนนิยม” (reductionism) ที่ทําให้เกิดการจํากัดการกินเฉพาะอาหารบางชนิด และตัดอาหารบางชนิดออกไป รวมทั้งต้องไม่หมายมุ่งให้ฟรักโทสเป็นแพะรับบาปเพียงอย่างเดียวจนทําให้เราละสายตาและมองข้ามภาพรวมทั้งหมด