สรุปแล้วการทาน ‘ปลา’ เป็นเคล็ดลับช่วยให้อายุยืนจริงหรือไม่?

สรุปแล้วการทาน ‘ปลา’ เป็นเคล็ดลับช่วยให้อายุยืนจริงหรือไม่?

ปลากับคนบ้าเพาะกล้าม

สรุปแล้วการทาน 'ปลา' เป็นเคล็ดลับช่วยให้อายุยืนจริงหรือไม่?

ความกังวลเป็นเรื่องหนึ่งที่ทําให้เกิดการห้ามในสิ่งหนึ่งอย่างเด็ดขาด ปัญหาก็คือแอลคาร์นิทีนก็มีอยู่ในปลาเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ปลาค็อด ปลากะพง ปลาซาร์ดีน กุ้งกุลาดํา และปลาหมึก มีแอล-คาร์นิทีน 5 – 6 มิลลิกรัมต่อน้ําหนัก 100 กรัม แม้ว่าจะเป็นเพียงหนึ่งในสิบของปริมาณในเนื้อวัวซึ่งมีสูงถึง 95 มิลลิกรัมก็ตาม ปลากินแพลงก์ตอนรวมทั้งแอล-คาร์นิทีนเป็นอาหารแล้วผลิตสาร TMAO ใครต่างก็คิดว่าปลาดีต่อสุขภาพ ให้วิตามินอย่างเช่นวิตามินดีและอี ทั้งผู้คนส่วนใหญ่ล้วนรู้ว่ากลุ่มคนที่อายยืนที่สุดในโลกก็คือชาวเกาะโอะกินะวะของญี่ปุ่น ซึ่งกินปลาและคาร์โบไฮเดรต (เชิงซ้อน) เป็นอาหารหลัก

ปลากลายเป็นประเด็นดังในข่าวสุขภาพจากเรื่องการปนเปื้อนมลพิษอย่างเช่น สารปรอท ไดออกซิน หรือพอลิคลอริเนตไบฟีนิลส์ (polychlorinated biphenyls: BCP) ซึ่งส่งผลกระทบต่อทารกและนําไปสู่ความเสียหายของสมอง หรือ (ในทางทฤษฎี) ก็คือมะเร็ง โดยทั่วไปแล้วการปนเปื้อนส่งผลต่อปลาที่มีช่วงชีวิตยาว เช่น ฉลาม หรือปลากระโทงดาบ และยังไม่พบว่าเป็นปัญหาในปลาขนาดเล็ก มีการทดลองในห้องปฏิบัติการที่พบว่าน้ำมันปลามีคุณสมบัติปกป้องหัวใจ เนื่องจากไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนโอเมก้า-3 ส่งผลให้มีการสนับสนุนให้กินปลาอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม น่าประหลาดใจที่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าปลาคืออาหารสุขภาพที่ยอดเยี่ยมกลับไม่น่าเชื่อถือเท่าใดนัก

ไม่มีงานทดลองที่ดีพอเกี่ยวกับการกินปลาจริงๆ มีก็แต่เรื่องน้ำมันปลาเสริมอาหาร งานวิเคราะห์อภิมานที่ศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับน้ำมันปลาทั้งหมดได้ข้อสรุปว่า ประโยชน์ของการกินน้ำมันปลาเสริมอาหารนั้นยังไม่อาจระบุได้แน่ชัด และที่ผ่านมาก็ถูกประเมินไว้เกินจริง งานวิเคราะห์อภิมานที่ศึกษางานวิจัยเชิงสังเกตการณ์เกี่ยวกับคนที่กินปลาแสดงให้เห็นว่าอัตราการตายลดลง 17 เปอร์เซ็นต์และการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจลดลง 36 เปอร์เซ็นต์ แต่นี่อาจเป็นข้อสรุปที่ลําเอียงจากผลของการใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพโดยทั่วๆไปก็ได้

งานวิจัยขนาดใหญ่อื่นๆที่ดูมีความหวังของสหรัฐอเมริกาซึ่งทําการศึกษาคนที่เริ่มกินปลาในวัยกลางคน พบว่าอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจในผู้หญิงลดลงไปน้อยมากเพียงแค่ 9 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ในผู้ชายไม่พบประโยชน์ใดๆเลย ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากลักษณะของการศึกษาแบบสังเกตการณ์ซึ่งมักประเมินเพียงคร่าวๆ หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะเราประเมินคุณประโยชน์ด้านสุขภาพสูงเกินไป ในกรณีเช่นนี้คุณประโยชน์เล็กน้อยของน้ำมันปลาน่าจะบวกลบกันพอดีกับผลเสียจากแอล-คาร์นิทีน และจุลินทรีย์ที่กินแอล-คาร์นิทีนเป็นอาหาร

สรุปก็คือ แม้ปลาจะไม่เป็นอันตรายและมีสารอาหารดีๆมากมาย แต่ก็ไม่ใช่เคล็ดลับของการมีอายุยืนยาวสําหรับทุกคน คุณไม่จําเป็นต้องใช้ชีวิตในโอะกินะวะเพื่อให้มีอายุยืน ยังมีประชากรกลุ่มพิเศษอื่นๆทั่วโลกที่มีอายุยืนยาวโดยไม่ได้กินปลาหรือกินน้อยมาก เช่น ชาวบ้านทางแถบหุบเขาในซาร์ดิเนีย หรือชาวคริสต์นิกายเซเวนเดย์แอดเวนติสท์ในแคลิฟอร์เนีย

แอล-คาร์นิทีนที่เราได้จากการกินปลาและเนื้อสัตว์ ตลอดจนนมและอาหารอื่นๆซึ่งก่อให้เกิดโรคหัวใจได้นั้น เป็นสารอาหารที่ออกจะแปลก เป็นสารที่ผลิตขึ้นในตัวสัตว์ส่วนใหญ่ จากการรวมตัวกันของกรดแอมิโนสองชนิด แต่จะย่อยสลายและเผาผลาญได้ด้วยจุลินทรีย์เท่านั้น แอล-คาร์นิทีนกลายเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ได้รับการส่งเสริมอย่างแพร่หลายในเว็บไซต์โภชนาการ ซึ่งอ้างว่าช่วยในกระบวนการเผาผลาญกลูโคสในแหล่งพลังงานของเซลล์ หรือไมโทคอนเดรีย (mitochondria) ทําให้เกิดการเผาผลาญไขมันออกไปใช้เป็นพลังงานที่น่าประหลาดใจคือ

ในงานวิจัยระยะสั้นที่ไม่น่าเชื่อถือนักมีการนําแอล-คาร์นิทีนมาทดลองใช้ในผู้ป่วยโรคเบาหวานและผู้ป่วยโรคหัวใจ (ซึ่งกล้ามาก) แล้วพบว่าประสบความสําเร็จอยู่บ้าง แอล-คาร์นิทีน วางจําหน่ายในสหราชอาณาจักรเมื่อไม่นานนี้ ในรูปของเครื่องดื่มลดน้ำหนักสําหรับดื่มก่อนมื้ออาหาร บริษัท Full and Slim ผู้ผลิตสินค้าชนิดนี้อ้างว่าเครื่องดื่มนี้ทํางานเหมือนสายรัดกระเพาะอาหาร

คาร์นิทีนยังเป็นที่ชื่นชอบของคนที่บ้าฟิตหุ่นและนักเพาะกายซึ่งหมอบางคนเรียกว่า“ไบกอเร็กเซีย” (bigorexia) ซึ่งใช้เรียกคนที่เป็นโรคหมกมุ่นกับการกินและพฤติกรรมแบบใหม่ ผู้กินคาร์นิทีนเสริมอาหารจะได้รับคําแนะนําให้กินวันละ 2-4 กรัม เพื่อเผาผลาญไขมันและสร้างกล้ามเนื้อ อันที่จริงแล้วสิ่งนี้อาจส่งเสริมให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับหัวใจมากขึ้นในคนกลุ่มนี้ ทั้งยังมีหลายคนที่นําสเตอรอยด์แอแนบอลิก (anabolic steroids – นักกีฬานิยมใช้เพื่อเพิ่มสมรรถภาพร่างกาย) มาใช้ในทางที่ผิด

จากการสํารวจตามสถานออกกําลังกายเมื่อไม่นานนี้พบว่า นักเพาะกาย 60 เปอร์เซ็นต์ กินแอล-คาร์นิทีนเสริมอาหารในปริมาณที่สูงมากต่อครั้ง การจะให้ร่างกายได้รับคาร์นิทีนวันละ 4 กรัมตามธรรมชาติ คุณจะต้องกินสเต๊กเนื้อเยอะมากเกินกว่ายี่สิบชิ้น คนที่กินเนื้อสัตว์โดยเฉลี่ยได้รับแอล-คาร์นิทีน วันละ 120 มิลลิกรัม ในขณะที่คนที่กินวีแกนได้รับเพียงวันละ 10 มิลลิกรัม แต่ก็ไม่ได้แสดงความผิดปกติใดๆจากการขาดแอล-คาร์นิทีน แน่นอนว่าคาร์นิทีนเสริมอาหารดูเหมือนจะไม่จําเป็น ทั้งยังเป็นความคิดที่เลวร้ายอย่างยิ่งในแง่ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพหัวใจ และนี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการแยกสารอาหารทางเคมีตัวใดตัวหนึ่งออกมาแล้วประโคมโฆษณาว่าสุดยอดต่อสุขภาพ ทั้งที่มันอาจเป็นไปในทางตรงกันข้าม

 

ออกเดินทาง

“ผู้มักน้อย” (reductionarian)

หากการกินแบบพาลีโอขาดตรรกะทั้งในด้านชีววิทยาและวิวัฒนาการ นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าการกินแบบนี้ในระยะสั้นๆจะต้องไม่ดีเสมอไป โดยเฉพาะหากสนับสนุนให้กินผักผลไม้มากขึ้นเพื่อทดแทนการกินคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสี ในช่วงทศวรรษ 1980 มีการทดลองในชีวิตจริงงานหนึ่งซึ่งพาคนกลุ่มหนึ่งกลับไปยังยุคหินเก่าและดูว่าพวกเขาจะเป็นอย่างไร ชาวอะบอริจินในออสเตรเลียเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการละทิ้งวิถีชีวิตแบบนักล่าไปและมีอัตราการเจ็บป่วยสูง แม้กระทั่งในปัจจุบันชายชาวอะบอริจินในออสเตรเลียมักเสียชีวิตในวัย 45 ปีและยังไม่มีสัญญาณในทางที่ดีขึ้น

เคริน โอเดีย นักวิจัยชาวออสเตรเลียผู้กล้าหาญพบอาสาสมัครชาวอะบอริจินวัยกลางคน 10 คน ซึ่งมีน้ำหนักตัวเกินและป่วยด้วยโรคเบาหวานในสภาพแวดล้อมที่ทันสมัย ทั้งพวกเขายังป่วยเป็นโรคที่ชาวตะวันตกเป็นกัน เครินชักชวนให้พวกเขากลับสู่ป่ากับเธอเป็นเวลา 7 สัปดาห์ เพื่ออยู่กับดินกินในป่าอย่างที่บรรพบุรุษของพวกเขาเคยทํา

พวกเขาเดินทางไปยังดินแดนไกลโพ้นที่ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ในออสเตรเลีย เป็นดินแดนดั้งเดิมของบรรพบุรุษ ใกล้ๆกับสถานที่ที่เรียกว่าดาร์บี้ในภาคเหนือของออสเตรเลียตะวันตก เมื่ออยู่ที่นั่น พวกเขายังชีพด้วยอาหารโปรตีนสูง (65 เปอร์เซ็นต์) ไขมันต่ำ (13 เปอร์เซ็นต์) และคาร์โบไฮเดรตต่ำ (22 เปอร์เซ็นต์) โดยมีแหล่งอาหารหลักสามอย่าง คือ จิงโจ้ (ซึ่งมีไขมันน้อย) ปลาน้ำจืด และมีมันเทศ (yam) เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรต อาจมีอาหารพิเศษบ้างบางครั้งบางคราว เช่น เต่า นก สัตว์ฟันแทะ แมลง ผักอื่นๆ และน้ำผึ้ง แม้จะมีรายการอาหารให้กินได้มากมาย แต่นักล่าและหาอาหารที่ปวกเปียกและอ่อนซ้อมก็จัดหาอาหารให้ตัวเองได้เพียงประมาณวันละ 1,200 แคลอรี เมื่อสิ้นสุดการทดสอบอันทรหดนี้ พวกเขาน้ำหนักลดลงเฉลี่ย 8 กิโลกรัม น้ำตาลในเลือดกลับสู่ระดับปกติ ไขมันที่ไม่ดีและไตรกลีเซอไรด์ก็ลดลงอย่างมาก

โอเดียยอมรับว่า เหตุผลที่การกินอาหารแบบพาลีโอประสบความสําเร็จในการทดลองครั้งนี้เป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจได้ เพราะมีทั้งแคลอรีที่ลดลง โปรตีนที่เพิ่มขึ้น คาร์โบไฮเดรตลดลง และการใช้แรงมากขึ้น การทดลองนี้ทําขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่ก็ถูกหยิบยกมาอ้างในเว็บไซต์ของพาลีโอในแง่ที่เป็นข้อพิสูจน์ว่า การกินอาหารแบบนี้สามารถรักษาโรคอ้วนและโรคเบาหวานได้ แน่นอนว่าฟังดูน่าประทับใจ แต่การกินอาหารที่ควบคุมแคลอรี่อย่างเคร่งครัดรูปแบบอื่นๆก็ให้ผลแบบเดียวกัน แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ระยะสั้นๆ ไม่มีใครรู้ว่าในอีกหลายปีต่อมา ชีวิตของชาวอะบอริจินเหล่านั้นจะเป็นอย่างไร

มีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับคนใจเด็ดที่ปรับค่าเบาหวานของตนลงมาเป็นปกติ และลดความเสี่ยงของโรคหัวใจให้ตัวเองได้ด้วยการจํากัดแคลอรีและออกกําลังกายอย่างเคร่งครัด และบางครั้งก็งดคาร์โบไฮเดรตโดยสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม แม้การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้จะเป็นไปได้ในคนที่มีความมุ่งมั่นสูง แต่การปฏิบัติจริงในระยะยาวในผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ต่างออกไปมาก งานวิจัยหนึ่งซึ่งใช้เงินจํานวนมากในการติดตามและให้การสนับสนุนด้านโภชนาการแก่ผู้ป่วยโรคเบาหวานในสหรัฐอเมริกาจํานวน 5,000 คนอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาเก้าปีจบลงด้วยความล้มเหลว กลุ่มที่ถูกควบคุมให้ลดน้ำหนักอย่างเข้มงวดมีน้ำหนักลดไปเพียง 3 เปอร์เซ็นต์ ทั้งยังไม่สามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆจากโรคเบาหวานได้

เรื่องราวที่ประสบความสําเร็จจริงๆมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่ในคิวบา ซึ่งประชาชนได้รับผลกระทบจากวิกฤติทางเศรษฐกิจเป็นเวลาห้าปีในช่วงกลางทศวรรษ 1990 รถที่ใช้เครื่องยนต์ถูกระงับการใช้ มีการแจกจ่ายจักรยานฟรีแก่ประชาชน อาหารถูกจํากัด และผู้คนต้องกินอาหารที่ผลิตในท้องถิ่น ผลที่เกิดขึ้นคือ ประชาชนได้ออกกําลังกายมากขึ้นและกินน้อยลง แต่สุขภาพดีขึ้น น้ำหนักโดยเฉลี่ยลดลง 5.5 กิโลกรัม ตามมาด้วยอุบัติการณ์การลดลงของโรคเบาหวานครั้งใหญ่และสถิติโรคหัวใจที่ลดลง 53 เปอร์เซ็นต์ น่าเศร้าเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว พวกเขาก็กลับไปมีชีวิตแบบเดิมและปัญหาสุขภาพก็กลับมา

ชาวอะบอริจินเป็นตัวอย่างของประชากรที่เชื่อว่ามีสุขภาพแข็งแรงมาก เพราะการกินอาหารที่มีทั้งพืชและเนื้อสัตว์ และสุขภาพของพวกเขาแย่ลงมากเมื่อเปลี่ยนไปกินอาหารแบบตะวันตก นั่นแสดงให้เห็นว่าการกินโปรตีนไม่ใช่ปัญหาหลัก ตัวอย่างที่แปลกอีกเรื่องคือชาวมาไซในแอฟริกาตะวันออกซึ่งบริโภคเนื้อสัตว์และนม ในปริมาณมาก แต่กินผักเพียงเล็กน้อยนั้น จากการสํารวจในชาวเผ่า 100 คนช่วง ทศวรรษ 1960 พบอัตราการเป็นโรคหัวใจต่ำมาก ทั้งพวกเขายังมีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดต่ำเช่นเดียวกับชาวจีนในชนบท พวกเขาเหล่านี้น่าจะมีจุลินทรีย์ที่น่าสนใจอยู่ในร่างกายอาหารมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาอันสั้น และจุลินทรีย์หลักของเรามีเวลาไม่เพียงพอที่จะมีวิวัฒนาการตามเท่านั้น

การกินเนื้อแดงทุกวันหรือกินเป็นส่วนหนึ่งของอาหารโปรตีนสูงอย่างเคร่งครัดในระยะยาวเป็นเรื่องที่มากเกินไป สําหรับเนื้อขาวถ้าไม่นับชนิดที่ผ่านการแปรรูปก็ไม่พบว่ามีผลเสียอะไรเป็นพิเศษ อย่างน้อยก็ในแง่สุขภาพ ไก่ประมาณ 50,000 ล้านตัวทั่วโลกถูกฆ่าเพื่อกินเป็นอาหารทุกปี เจ้าไก่อาจไม่เห็นชอบ

แน่นอนว่าพวกมันต้องทนทุกข์ทรมานจากการติดเชื้อซาลโมเนลลาและแคมไพโลแบ็กเตอร์ (campylobacter) อันเป็นผลจากสภาพเรือนเลี้ยงที่ไม่ถูกสุขลักษณะและระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง การศึกษาเรื่องเนื้อสัตว์ยิ่งเพิ่มน้ำหนักในแง่ของการตัดสินใจหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปซึ่งมักประกอบด้วยเนื้อสัตว์ที่ชวนให้สงสัยในเรื่องคุณภาพหรือไม่ก็มีแหล่งที่มาไม่แน่ชัด การกินปลาสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งน่าจะดีต่อสุขภาพ และงานวิจัยเชิงสังเกตการณ์ก็แสดงให้เห็นว่าคนที่กินมังสวิรัติโดยที่ยังกินปลานั้นมีสุขภาพดีพอๆกับคนที่ไม่กินเนื้อสัตว์เลย เพราะฉะนั้นสําหรับตอนนี้การกินอาหารทะเลก็ยังถือว่าโอเคอยู่

นิยามของคําว่ามังสวิรัติยังเป็นเรื่องที่คลุมเครือและคําว่า “มังสวิรัติแบบยืดหยุ่น” (flexitarianism) ก็ออกจะเป็นคําที่ชวนให้สับสน ตอนนี้เราน่าจะลองเป็น “ผู้มักน้อย” (reductionarian) กัน ถ้าไม่ใช่เพื่อสุขภาพก็เพื่อลดโลกร้อน ถ้าทุกคนงดเว้นเนื้อสัตว์เพียงสัปดาห์ละหนึ่งวัน เราทุกคนจะได้ผลประโยชน์ แม้ว่าเราจะขาดข้อมูลที่หนักแน่นในการสนับสนุนเรื่องนี้ การเปลี่ยนมากินเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงแบบปลอดสารพิษน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพบ้างไม่มากก็น้อย ดังที่คุณคาดว่าสัตว์เหล่านี้จะปลอดฮอร์โมนและยาปฏิชีวนะ ดังนั้นก็น่าจะมีจุลินทรีย์ที่ดีกว่า รวมทั้งมีชีวิตที่สมบูรณ์แข็งแรงกว่าสัตว์ที่ไม่ได้เลี้ยงตามธรรมชาติ ที่สําคัญคือแม้ว่าเนื้อสัตว์ปลอดสารจะมีราคาแพงกว่า แต่ก็น่าจะดีต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าและบางทีแทนที่จะไปยิมบ่อยๆแล้วกินสเต๊ก เราทุกคนควรลองทําตัวเป็นนักล่าและหาอาหารบ้างในเวลาว่าง บรรพบุรุษของเราไม่ได้มีเนื้อสัตว์กินตลอดทั้งปี พวกเขาต้องพึ่งพาแหล่งโปรตีนอื่นๆอยู่เสมอด้วย