จุลินทรีย์ทํานายความผอมและเทรนด์ลดทอนนิยมที่ช่วยพิทักษ์โลก

ความหลากหลายของจุลินทรีย์ในร่างกายที่ช่วยทํานายความอ้วน/ผอม ให้กับเราได้ และเทรนด์ลดทอนนิยมที่ช่วยพิทักษ์โลก

จุลินทรีย์ทํานายความผอม

จุลินทรีย์ทํานายความผอม

สภาวะของกระบวนการเผาผลาญในร่างกายอาจมีอิทธิพลต่อการตอบสนองต่อลดน้ำหนักสูตรต่างๆ จากการศึกษาไมโครไบโอมขนาดใหญ่ชื่อว่า Meta-Hit ซึ่งได้รับทุนสนับสนุน 20 ล้านยูโรจากสหภาพยุโรป โครงการนี้สามารถตอบคําถามหลักๆบางข้อที่เราสงสัยได้ นักวิจัยสามารถตรวจจุลินทรีย์ในลําไส้โดยเรียงลําดับดีเอ็นเอของยีนทุกยืนไม่ใช่แค่ยืนเดียวในจุลินทรีย์ทุกตัว จากนั้นก็นํากลับมาต่อเข้าด้วยกันเหมือนภาพจิกซอว์ขนาดใหญ่ วิธีนี้เรียกว่าการทําเมตาจีโนมิกส์ (metagenomic) แบบเหวี่ยงแห เพราะขนาดของข้อมูลที่ได้และขอบเขตขนาดยักษ์ในการประมวลปัญหาโดยการนําชิ้นส่วนต่างๆมาต่อเข้าด้วยกัน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายหลายพันยูโรต่ออาสาสมัครหนึ่งคน

พวกเขาทดสอบการตอบสนองของจุลินทรีย์ที่มีต่ออาหาร อาสาสมัคร 49 คน มีน้ำหนักลดลงหลังจากกินอาหารสูตรพิเศษที่มีแคลอรีต่ำ (1,200 แคลอรี) เป็นเวลา 6 สัปดาห์ โดยเป็นอาหารที่ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรตที่มีเส้นใยอาหารสูงซึ่งดีต่อสุขภาพ 44 เปอร์เซ็นต์ และโปรตีนสูง 35 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นพวกเขาก็ต้องกินอาหารที่มีแคลอรีเพิ่มขึ้นอีก 20 เปอร์เซ็นต์อีก 6 สัปดาห์ ผลปรากฏว่าน้ำหนักตัวของพวกเขาลดลงในช่วงหกสัปดาห์ดังที่คาดไว้ แล้วจากนั้นน้ำหนักก็คงที่ ต่อมาน้ำหนักตัวของอาสาสมัครบางคนก็เพิ่มกลับขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็ว ปัจจัยที่ทํานายว่าใครจะลดน้ำหนักได้มากที่สุดจึงไม่ได้อยู่ที่ความมุ่งมั่นหรือน้ำหนักแรกเริ่มของอาสาสมัคร แต่กลับเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบภายในลําไส้ของพวกเขา

แม้ว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์ในระดับหนึ่งจากอาหารแคลอรี่ต่ำและอาหารโปรตีนสูงหกสัปดาห์ แต่อาสาสมัครที่มีจํานวนและความหลากหลายของชุมชีพจุลินทรีย์ต่ำที่สุดได้ผลแย่ที่สุด ร่างกายของพวกเขาไม่สามารถลดระดับการอักเสบในเลือดและประสบภาวะโยโย่กลับมามีน้ำหนักเท่ากับก่อนควบคุมอาหารเร็วที่สุด กลุ่มที่มีความหลากหลายของจุลินทรีย์ตํานี้คิดเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ของอาสาสมัครชาวฝรั่งเศส และ 23 เปอร์เซ็นต์ในกลุ่มผู้ป่วยชาวเดนมาร์ก 292 คน ในงานวิจัยขนาดใหญ่กว่า ทั้งในกลุ่มนี้ยังมีอัตราความอ้วนเฉลี่ยสูงกว่า มีอินซูลินสูงกว่า มีไขมันในช่องท้องมากกว่า รวมทั้งค่าไขมันในเลือดผิดปกติ ทําให้พวกเขามีความเสี่ยงของโรคเบาหวานและโรคหัวใจมากขึ้น

นักวิจัยพบว่ามีแบคทีเรียบางสายพันธุ์ซึ่งมักอยู่ในกลุ่มอาสาสมัครที่สุขภาพดี ผู้มีชุมชีพจุลินทรีย์จํานวนมากและหลากหลาย และจะไม่ค่อยพบในกลุ่มตัวอย่างที่สุขภาพไม่ดี แบคทีเรียที่ดีเหล่านี้หลายชนิดเป็นชนิดที่เราได้พูดถึงไปแล้ว อย่างเช่น ไบพิโดแบคทีเรีย เอฟ พรอสนิทซี แล็กโตบาซิลลัส และแบคทีเรียที่ผลิตก๊าซมีเทน (Methanobrevibacter) สภาวะที่มีความหลากหลายของสายพันธุ์จุลิทรีย์เช่นนี้ เปรียบได้กับการลดจํานวนและการคืนหมาป่ากลับสู่อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน ซึ่งส่งผลต่อสมดุลของระบบนิเวศในป่าเช่นกัน หากปราศจากแบคทีเรียสายพันธ์สําคัญไป สมดุลธรรมชาติของระบบนิเวศในลําไส้ก็จะพังทลาย

ทีมวิจัยพบว่ากลุ่มที่มีจุลินทรีย์หลากหลายมีภาวะอักเสบน้อยกว่า และมีกรดไขมันนิวไทเรตซึ่งมีประโยชน์มากกว่า พวกเขาเสนอว่าการทดสอบความหลากหลายของจุลินทรีย์ในลําไส้น่าจะเป็นแนวทางใหม่ที่ดีกว่าในการตรวจสุขภาพ ตลอดจนระบุความเสี่ยงของโรคต่างๆในอนาคต อย่างเช่นเบาหวาน ซึ่งพวกเขากําลังพัฒนา งานวิจัยทางคลินิกในด้านดังกล่าว

ในกลุ่มตัวอย่างที่สุขภาพไม่ดีซึ่งมีความหลากหลายของจุลินทรีย์ต่ำ การลดน้ำหนักด้วยอาหารแคลอรีต่ำ/โปรตีนสูงก็ไม่ได้ล้มเหลวทั้งหมดเสียทีเดียว หลังจากผ่านไปหกสัปดาห์ น้ำหนักตัวของพวกเขาลดลงและมีความหลากหลายของจุลินทรีย์มากขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ แต่ปัญหาอยู่ที่ภาวะโยโย่หลังจากนั้น ระยะเวลาและความ เข้มข้นของการทดลองอาจไม่เพียงพอที่จะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรต่อชุมชีพจุลินทรีย์ ทั้งการวิจัยนี้ก็ยังตอบไม่ได้แน่ชัดว่าเป็นเพราะการควบคุมแคลอรี การลดคาร์โบไฮเดรต หรือโปรตีนที่เพิ่มสูงขึ้นกันแน่ที่ส่งผลต่อจุลินทรีย์มากที่สุด

งานวิจัยหลายงานแสดงให้เห็นว่ายิ่งบริโภคผักผลไม้และเส้นใยอาหารน้อย ความหลากหลายของจุลินทรีย์ก็ยิ่งลดลง แต่ก็อาจจะเป็นไปในทางตรงกันข้ามด้วย วิธีหนึ่งที่น่าจะช่วยเสริมผลของการกินอาหารคาร์บต่ำ/โปรตีนสูงอย่างเคร่งครัดก็คือ กินผักผลไม้ให้เต็มที่ล่วงหน้า 6 สัปดาห์ก่อนเริ่ม เพื่อเตรียมความพร้อมให้จุลินทรีย์ของคุณ

 

วีแกน (Vegan) พิทักษ์โลก

วีแกน (Vegan) พิทักษ์โลก

อาการลดน้ำหนักไม่ใช่เป้าหมายหลักของคุณ แล้วการกินเนื้อสัตว์ตามปกติมีผลต่อสุขภาพอย่างไร? นักมังสวิรัติโต้แย้งว่าเนื้อสัตว์ไม่ใช่สิ่งจําเป็นสําหรับมนุษย์ เป็นการเบียดเบียนสัตว์ และเป็นปัจจัยที่ทําให้โลกร้อน งานวิจัยมากมายประเมินว่าผลจากการใช้พลังงานอย่างไร้ประสิทธิภาพในการเลี้ยงปศุสัตว์ด้วยกรรมวิธีทาอุตสาหกรรมสมัยใหม่ทําให้กิจการเนื้อสัตว์และโคนมมีส่วนในการก่อภาวะเรือนกระจกถึงหนึ่งในห้า ทั้งยังมีส่วนทําให้เกิดภาวะอากาศแปรปรวน แนวคิดนี้นําไปสู่การชักชวนให้ผู้คนลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลง โดยไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสุขภาพหรือเรื่องชีวิตสัตว์ และทําตัวเองให้เป็นพวก “ลดทอนนิยม” (Reductionarian) เพื่อรักษาโลกของเรา แม้ว่า นิยามของคํานี้จะยังไม่ชัดเจน แต่ปัจจุบันผู้คนในสหราชอาณาจักรเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นนักมังสวิรัติหรือไม่กินเนื้อสัตว์ และกระแสดังกล่าวก็กําลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในหลายประเทศแถบตะวันตก

การสํารวจฝาแฝดที่มีสัญชาติอังกฤษ 3,600 คู่ ซึ่งมีอายุเฉลี่ย 56 ปี เพื่อหาสาเหตุของการไม่กินเนื้อสัตว์ พบว่ามีแฝดแท้ 104 คู่ (9 เปอร์เซ็นต์) ที่กินมังสวิรัติทั้งคู่ เปรียบเทียบกับแฝดเทียมซึ่งมีเพียง 55 คู่ (7 เปอร์เซ็นต์) ที่กินมังสวิรัติ นั่นหมายความว่าแม้ปัจจัยด้านพันธุกรรมจะมีส่วนอยู่บ้าง แต่สิ่งแวดล้อมและประสบการณ์ชีวิตมีผลอย่างมากและอาจจะรวมไปถึงปัจจัยอย่างเช่น คู่สมรส กลุ่มเพื่อน และถิ่นที่อยู่อาศัย นักมังสวิรัติมักจะชอบหยิบยกงานวิจัยที่อ้างว่า กลุ่มวีแกน (vegan) ซึ่งไม่กินไข่ ผลิตภัณฑ์จากนม และเนื้อสัตว์ มีอายุที่ยืนยาวเป็นสุข แต่นั่นเป็นความจริงหรือ

ชาวคริสต์กลุ่มเซเวนธ์เดย์แอดเวนติสท์หลายคน (Seventh Day Adventist) กลุ่มหนึ่งในคริสต์ศาสนานิกายโปรเตสแตนต์ในสหรัฐอเมริกา) ที่ชื่นชอบการมีชีวิตอย่างมีสุขภาพดีเป็นพวกวีแกน เมื่อมีการวิจัยคนกลุ่มนี้จํานวน 34,000 คน พบว่าผู้ชายมีอายุขัยเฉลี่ยยาวกว่าชาวอเมริกันที่กินเนื้อสัตว์ 7 ปี (ส่วนผู้หญิง 4 ปี) รวมทั้งผอมกว่าด้วย เมื่อขยายขอบเขตการวิจัยในคนกลุ่มนี้เพิ่มเป็น 70,000 คนทั่วทั้งอเมริกา การเปรียบเทียบระหว่างประชากรที่กินเนื้อสัตว์และไม่กินเนื้อสัตว์ในจํานวนพอๆกันภายในกลุ่มเดียวกันก็เริ่มขึ้น

ชาวคริสต์แอดเวนติสท์ที่กินมังสวิรัติมีอัตราการเสียชีวิตลดลง 15 เปอร์เซ็นต์ (สาเหตุหลักมาจากโรคหัวใจและโรคมะเร็ง) แต่ในการวิจัยที่ทําอย่างละเอียดมากขึ้นพบว่าอายุขัยเฉลี่ยยืนยาวขึ้นเพียง 2 ปีเท่านั้น นี่แสดงให้เห็นถึงความสําคัญในการควบคุมปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่น การเป็นชาวแคลิฟอร์เนีย เป็นคนชอบเล่นกีฬา ไม่ดื่ม และเคร่งศาสนา เป็นต้น กลุ่มตัวอย่างเหล่านี้เชื่อว่าพระเจ้าต้องการให้พวกเขาใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดีที่สุดเท่าที่จะทําได้ เพราะฉะนั้นพวกเขาอาจได้รับการช่วยเหลือจากอํานาจศักดิ์สิทธิ์ มีงานวิจัยหลายงานที่แสดงให้เห็นว่าความเชื่อมั่นศรัทธาอันแรงกล้าส่งผลดีต่อสุขภาพโดยไม่ต้องพิจารณาเรื่องของอาหาร ที่น่าสนใจคืองานวิจัยทางจิตวิทยาที่ศึกษาฝาแฝดชาวดัตช์ยังแสดงให้เห็นว่าการยึดมั่นในมุมมองทางศาสนาอย่างแข็งแกร่งมีความสอดคล้องกับการตอบแบบสอบถามที่ไม่ตรงกับความจริง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขามีเจตนาโกหก เพียงแต่พวกเขามีแนวโน้มที่จะตอบในสิ่งที่ตัวเองอยากให้เป็น ซึ่งส่งผลให้คําตอบบิดเบือนไปจากความจริง

สหราชอาณาจักรมีจํานวนคนที่กินมังสวิรัติมากกว่าสหรัฐอเมริกาถึงเท่าตัวและช่องว่างนี้กว้างขึ้นเรื่อยๆทุกปี เป็นตัวเลขที่ขัดกับจํานวนคนที่ปฏิบัติตามหลักศาสนาซึ่งมีมากกว่าถึงสามเท่าและมีมากขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับจํานวนคนเคร่งศาสนาในสหราชอาณาจักรที่ลดลงเรื่อยๆ นี่อาจไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ งานวิจัยในเรื่องฝาแฝดก็แสดงให้เห็นว่าความเชื่อในพระเจ้ามีส่วนมาจากพันธุกรรม เช่นกับแนวโน้มที่จะกินอาหารอย่างเคร่งครัดแบบพวกวีแกน คนที่กินมังสวิรัติในหลายส่วนของโลกเริ่มต้นจากการเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการทางศาสนา เช่น ฮินดู และบ่อยครั้งก็เป็นแนวทางที่อยากให้ตนเองมีความแตกต่างจากกลุ่มศาสนาอื่นๆ

ประโยชน์ด้านสุขภาพที่มีต่อชาวอังกฤษกว่า 30,000 คน ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มมังสวิรัติที่ไม่กินเนื้อสัตว์ทุกชนิด กับกลุ่มที่ไม่กินเนื้อสัตว์ยกเว้นเนื้อปลา (pescatarian) แสดงผลได้ไม่ชัดเจนเท่างานวิจัยในกลุ่มแอดเวนติสท์ ทั้งยังเป็นเรื่องยากที่จะแยกผลของการไม่กินเนื้อสัตว์ออกจากผลของการใส่ใจสุขภาพ แม้ว่างานวิจัยส่วนใหญ่ชี้ให้เห็นการลดลงของโรคมะเร็ง (ลดลงกว่า 40 เปอร์เซ็นต์จากผลการติดตามศึกษาล่าสุดเป็นเวลา 15 ปี) และอัตราการเป็นโรคหัวใจก็ลดลง 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็มีการเพิ่มขึ้นของโรคอื่นๆ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง ส่วนอัตราการเสียชีวิตโดยรวมนั้นแทบจะไม่ลดลงเลย ทั้งยังมีการตั้งข้อสังเกตว่าคนอังกฤษที่กินมังสวิรัติมีสุขภาพดีน้อยกว่าคนอเมริกันที่กินมังสวิรัติด้วยเหตุผลบางอย่าง เรื่องนี้อาจสืบเนื่องจากความแตกต่างทางวัฒนธรรม การดําเนินชีวิต การไม่มีความเชื่อทางศาสนา หรืออาจจะเพราะส่วนประกอบในอาหารมังสวิรัติของอังกฤษไม่ค่อยดีต่อสุขภาพนัก เช่น ถั่วอบ อาหารทอดกรอบ หรือน้ำตาลที่มากเป็นพิเศษ

การศึกษาแฝดแท้เป็นแนวทางที่ดีเยี่ยมในการควบคุมปัจจัยทั้งทางด้านวัฒนธรรมและพันธุกรรม และทําให้ศึกษาผลของการกินเนื้อสัตว์ได้โดยปราศจากอคติของงานวิจัยเชิงสังเกตการณ์ เราติดตามงานวิจัย TwinsUK อย่างใกล้ชิด โดยศึกษาแฝดแท้ชาวอังกฤษ 122 คู่ซึ่งมีพฤติกรรมการกินเนื้อสัตว์แตกต่างกัน กล่าวคือคนหนึ่งเป็นพวกมังสวิรัติหรือวีแกน ส่วนอีกคนกินเนื้อสัตว์ ประเด็นที่น่าสังเกตคือความอ้วนหรือผอมในคู่แฝดต่างกันน้อยมากจากการวัดค่าดัชนีมวลกาย แฝดคนที่กินมังสวิรัติจะผอมกว่าเล็กน้อยเฉลี่ยที่ 1.3 กิโลกรัม (แต่ก็มีคู่หนึ่งที่แตกต่างกันมากถึง 40 กิโลกรัม) เมื่อนํามาเปรียบเทียบกับงานวิจัยในกลุ่มแอดเวนติสท์ซึ่งมีความต่างของน้ำหนักประมาณ 4-5 กิโลกรัม จะเห็นว่าปัจจัยทางพันธุกรรมและวัฒนธรรมส่งผลให้ค่าเบี่ยงเบนได้มากในการศึกษาที่เปรียบเทียบโดยไม่ใช้คู่แฝด

เรื่องที่น่าสนใจในงานวิจัยก็คือพบว่าแม้คุณจะกินเนื้อสัตว์เป็นปกติ แต่การมีพี่หรือน้องสาวฝาแฝดที่กินมังสวิรัติก็ทําให้คุณสุขภาพแข็งแรงกว่าคู่แฝดโดยเฉลี่ยในแง่ที่ว่าคุณมีแนวโน้มที่จะผอมกว่าและสูบบุหรี่น้อยกว่า แม้ว่าจะไม่ได้มีการพิจารณาเรื่องปริมาณเนื้อสัตว์ที่คู่แฝดเหล่านี้กิน แต่สิ่งที่ชัดเจนคือความแตกต่างของน้ำหนักตัวที่เมื่อดูจากการไม่กินเนื้อสัตว์เพียงอย่างเดียวมักสูงกว่าความเป็นจริง หากไม่ได้พิจารณาปัจจัยด้านพันธุกรรมและการเลี้ยงดูร่วมด้วย

ผู้ที่กินเนื้อสัตว์และคนที่เปลี่ยนมากินอาหารแบบพาลีโอมักหยิบยกวิวัฒนาการของมนุษย์ตั้งแต่อดีตมาเป็นพื้นฐานของทฤษฎีอาหาร ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่บริโภคทั้งพืชและสัตว์ (omnivore) ร่างกายและระบบย่อยอาหารของเราถูกสร้างมาให้กินอาหารได้หลากหลายทั้งผักและเนื้อสัตว์ ขากรรไกรและฟันของเราถูกสร้างมาให้เคี้ยวอาหารเหนียวๆได้ และแม้จะมีการปรุงอาหารมาช่วยในกระบวนการนี้ เราก็ยังต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่กินผลไม้ในแง่นี้ ทั้งเรายังมีฮอร์โมนและเอนไซม์ที่ย่อยสลายโปรตีน และอย่าลืมจุลินทรีย์ที่คอยช่วยเราอยู่เสมอด้วย

หนึ่งในข้อโต้แย้งสําคัญก็คือการเลิกกินเนื้อสัตว์โดยสิ้นเชิงอาจทําให้เราขาดสารอาหารบางอย่างไป พวกวีแกนหรือคนที่กินมังสวิรัติบางคนมีปัญหาด้านโภชนาการ เพราะเนื้อสัตว์มีสารอาหารที่จําเป็นมากมาย เช่น วิตามินบี 12 สังกะสี และเหล็ก ซึ่งไม่ค่อยพบในผัก ภาวะขาดวิตามินบี 12 พบได้บ่อยในคนที่ไม่กินเนื้อสัตว์ และสิ่งนี้น่าจะลดทอนข้อดีของการกินอาหารมังสวิรัติ

เป็นที่รู้กันดีว่าชาวอังกฤษเป็นพวกชอบกินเนื้อสัตว์อย่างที่ชาวฝรั่งเศสมีคําเรียกล้อเลียนชาวอังกฤษว่า “พวกเนื้อย่าง” (les Iosbifs) และบางครั้งชาวอังกฤษก็เรียกชาวฝรั่งเศสว่า “พวกกบ” ทฤษฎีหนึ่งอธิบายสาเหตุที่อาหารอังกฤษดั้งเดิมมีรสชาติจืดชืดว่าเป็นเพราะหลายร้อยปีที่ผ่านมา เนื้อสัตว์ของอังกฤษมีคุณภาพสูงอันเนื่องมาจากดินที่อุดมสมบูรณ์และหญ้าที่เขียวชอุ่ม ซึ่งตรงข้ามกับสัตว์ผอมๆหนังหุ้มกระดูกในฝรั่งเศสและอิตาลี ทําให้ต้องพึ่งพาเครื่องปรุงรสและซอสมาช่วยกลบเกลื่อนรสชาติและเนื้อสัมผัสแย่ๆของเนื้อสัตว์ แต่ในปี 2015 จํานวนคนที่กินมังสวิรัติในสหราชอาณาจักรมีมากกว่าในฝรั่งเศสถึง 4 – 5 เท่า ซึ่งชาวฝรั่งเศสก็อาจล้อว่าเป็นผลมาจากการปรุงเนื้อสัตว์ไร้รสชาตินานเกินไป

ชนเผ่าทั้งสองมีพรีโวเทลลาอย่างล้นเหลือเช่นเดียวกับในกลุ่มประชากรอื่นๆที่กินธัญพืชเป็นหลัก ทั้งยังมีแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในการย่อยสลายพืชอีกหลายสายพันธุ์ น่าแปลกที่จุลินทรีย์ที่ “ดีต่อสุขภาพ” กลุ่มนี้มีความสัมพันธ์กับโรคกลุ่มภูมิคุ้มกันทําลายตัวเอง อย่างเช่น ภาวะข้อต่ออักเสบ เราพบว่าชายและหญิงมีความ แตกต่างของจุลินทรีย์ ซึ่งน่าจะเป็นเพราะบทบาทที่ต่างกันในการหาและกินอาหาร ผู้ชายมีหน้าที่ออกล่าสัตว์และกินเนื้อสัตว์มากกว่าในบางช่วง ในขณะที่ผู้หญิงใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเตรียมอาหารหลักอย่างเช่นมันสําปะหลัง ความแตกต่างเหล่านี้ไม่พบในชาวยุโรปซึ่งทั้งหญิงและชายต่างก็ไปเลือกซื้ออาหารในซูเปอร์มาร์เก็ตเหมือนกัน

งานวิจัยทั้งสองนี้แสดงให้เห็นว่าจุลินทรีย์กลุ่มหนึ่งอาจไม่ดีต่อกลุ่มประชากรหนึ่ง แต่กลับมีผลในทางตรงกันข้ามต่อประชากรในอีกสภาพแวดล้อมหนึ่งที่แตกต่างออกไปมาก งานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าชุมชีพจุลินทรีย์โดยรวมมีความสําคัญมากกว่าจุลินทรีย์เพียงหนึ่งหรือสองสายพันธุ์ ยิ่งกว่านั้นยังจุดประกายความคิดให้เราในเรื่องที่ว่าจุลินทรีย์ในลําไส้สูญพันธุ์ไปมากน้อยเพียงใดตั้งแต่เรามีการเพาะปลูก ใช้ยาฆ่าแมลงและยาปฏิชีวนะ ข้อเท็จจริงที่น่าเศร้าก็คือจุลินทรีย์ของเราลดจํานวนลงมากเมื่อเทียบกับบรรพบุรุษของเรา